WONDERS

ที่มาของ ซี้ซั้ว

posted on 18 Feb 2012 22:17 by pbmath in WONDERS directory Knowledge
ซี้ซั้ว เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว
ในภาษาจีนแต้จิ๋วคำว่า ซี้ซั้ว เป็นคำประสม
มาจากคำว่า สี่ แปลว่า จำนวน ๔ กับคำว่า ซั้ว แปลว่า กระจัดกระจาย

ดังนั้น ซี้ซั้ว จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่ากระจัดกระจายออกไปทั้ง ๔ ทิศ
หมายถึง ไม่เจาะจง ไม่ระมัดระวัง ไม่มีเป้าหมายในทิศใดทิศหนึ่ง 
ใช้เปรียบการพูดหรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่ยั้งคิด
ไม่พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถูกต้องก่อนพูดหรือก่อนทำ
และไม่รับผิดชอบกับคำพูดของตนหรือการกระทำของตน


ในภาษาไทย ซี้ซั้ว มีความหมายว่า มักง่าย, ลวก ๆ เช่น
เวลาไม่สบาย อย่าซื้อยามากินซี้ซั้ว จะทำให้โรคดื้อยา
และยังใช้ในความหมายว่า พูดหรือทำไปอย่างส่ง ๆ โดยไม่คิดหรือไม่รับผิดชอบ
เช่น เวลาเลือกตั้ง ส.ส. จะซี้ซั้วเลือกไม่ได้ ต้องเลือกแต่คนดีและมีคุณธรรมเท่านั้น


ที่มา:บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.
 
คัดลอกมาจาก ราชบัณฑิตยสถาน

ตอนนี้มีอยู่ ๒ คำ คำหนึ่ง คือ คว่ำบาตร จากเด็กมัธยมต้น โทรศัพท์มาถาม
โดยบอกมาว่าได้ยินตลอดเวลา รู้ความหมายว่า หมายถึง ไม่เอาด้วย ไม่ร่วมด้วย
แต่ไม่รู้ว่าสำนวนนี้มีที่มาอย่างไร จึงเรียกว่า 'คว่ำบาตร'
บาตร นั้น หมายถึง บาตรพระสงฆ์ใช่ไหม

         

คว่ำบาตร ค้นคว้าจากหนังสือหลายเล่ม จึงพบจากหนังสือเกร็ดภาษา
หนังสือไทย ของ อาจารย์โสมทัต เทเวศร์ ท่านว่า
'บาตร' นั้น เป็นที่รู้กันว่าเป็นหนึ่งในอัฐบริขาร
(เครื่องใช้แปดอย่างของพระภิกษุ ที่พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธบัญญัติไว้)
         
เมื่อพระภิกษุออกบิณฑบาต ประคองบาตรเดินไปยังเคหสถานของผู้ใด
ก็หมายความว่ามาบิณฑบาต ท่านจะหยุดประคองบาตรเอาไว้
และเปิดฝาบาตรรับอาหารที่เจ้าของบ้านนำมาตักบาตร
โดยไม่ต้องพูดจา เป็นธรรมสืบมาแต่สมัยพระพุทธองค์
         
ส่วนเรื่อง คว่ำบาตร นั้น อาจารย์โสมทัต เทเวศร์ ท่านเล่าตำนานเอาไว้
(ขออนุญาตท่านตัดตอนมาลงโดยละเอียด) ดังนี้
         
"การคว่ำบาตรนั้น เป็นการคว่ำจริงๆในเมืองไทยเรายังไม่เคยได้ยินว่าได้ทำการคว่ำบาตรจริงๆที่ไหน
เคยทราบแต่ว่าได้มีขึ้นในลังกาครั้งหนึ่ง ตามเรื่องว่า

มีกษัตริย์ลังกาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระยาทาโฐปดิษย์ที่ ๒
หรือเรียกตามพระนามเดิมว่า หัตถทาฐกุมาร
พระราชาพระองค์นี้จะทรงสร้างวิหารลงในที่แห่งหนึ่ง
แต่พระเถระเจ้าทั้งหลายไม่เห็นพ้องด้วย ห้ามว่าสีมานี้ไม่ควรมี
แต่พระองค์ก็ไม่ทรงเชื่อฟัง ได้ทำไปตามความพอพระทัยของพระองค์
พระเถระเจ้าทั้งหลายทราบเรื่องว่า พระราชาไม่เชื่อฟังพระสงฆ์ที่ทักท้วง
ก็พากันลงทัณฑกรรมสวดคว่ำบาตรพระราชา
         
การที่พระราชาถูกสวดคว่ำบาตรนั้น
เป็นไปตามพระบาลีที่มีมาในพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงตั้งเป็นพุทธอาญาไว้
มีความว่า อสัทโธ โย อุปาสิโก อุบาสกใดผู้ไม่เลื่อมใสศรัทธา
มิได้เชื่อฟังคำพระวินัยแลได้เพียรพยายามจะให้ภิกขุเสื่อมทรามจากลาภสักการะทั้งปวง
ปากกล้าสาบาน ด่าทอต่อตีสงฆ์องค์เจ้า ก็ต้องในบทว่า ปัตจานิกุชชนัง ตัสสกัตตัพพัง
คือให้สงฆ์พึงกระทำการคว่ำบาตรแก่อุบาสกนั้น
          
ครั้นว่า อุบาสก อุบาสิกา ที่ถูกสวดคว่ำบาตร รู้สำนึกโทษและได้มาขอขมาโทษต่อพระสงฆ์แล้ว
จึงให้ภิกษุถือบาตรหลายไปอย่างบิณฑบาต
แล้วไปยืนอยู่ที่ประตูบ้านของอุบาสกอุบาสิกาที่ถูกคว่ำบาตรนั้น
เป็นการแสดงว่า สงฆ์ได้ยกโทษให้แล้ว"
          
คว่ำบาตร จึงมาจากธรรมเนียมทางฝ่ายสงฆ์ หมายถึงไม่สมาคมด้วย
ต่อมาทางฆราวาสโดยเฉพาะวงการการเมืองและธุรกิจ
จึงนำมาใช้บ้างจนเป็นสำนวนที่แพร่หลายทั่วไป

ต่อมาเป็นคำที่เด็กมัธยมถามมานานแล้ว แต่ยังหาโอกาสเหมาะตอบไม่ได้
คือคำว่า 'หัวลำโพง' ถามว่า 'หัวลำโพง' หมายความว่ากระไร

          

คำว่า หัวลำโพงนี้ คงตอบอย่างที่ศัพท์ปัจจุบันเขาว่า 'ฟันธง' ลงไปเลยไม่ได้
          
เพราะคำตอบหนึ่งเป็นคำตอบอย่างสันนิษฐาน โดยอ้างคำบอกเล่าจากคนสมัยก่อนโน้น
อีกคำตอบหนึ่งอ้างตามพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง
         
ว่าตามคำบอกเล่าที่อ้างกันว่าเป็นคำบอกเล่าจากคนสมัยรัชกาลที่ ๕ ก่อน
ท่านว่า สมัยรัชกาลที่ ๕ เรียกแถบนี้ว่า 'ทุ่งวัวลำพอง'
ต่อมามีรถลาก เจ๊กลากรถแกพูดไม่ชัด กลายเป็น 'ฮั่วน่ำโพ้ง'
คนไทยยุคหลังเห็นว่าน่าจะเป็นคำไทยว่า 'หัวลำโพง' ก็เลยเป็นหัวลำโพงมาจนทุกวันนี้
         
ทีนี้ ผู้เล่าได้ไปอ่านพบพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ ๕ องค์หนึ่ง เป็นพระราชหัตถเลขา
พระราชทานไปยังเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
เมื่อยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์
เจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓

พระราชหัตถเลขานี้ทรงแสดงถึงความห่วงใยว่า
สถานที่ที่เคยเรียกกันอย่างไทยๆจนพลอยเรียกชื่อเพี้ยนตามอย่างฝรั่งไปเสียหมดตอนหนึ่งว่า
"เช่น หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยเราพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง
นี่เป็นเรื่องที่ควรจะฟาดเคราะห์จริงๆ"

ผู้เล่าลองค้นดูเอกสารต่างๆถึงเรื่องหัวลำโพงและวัวลำพอง
ปรากฏว่า พบในพระราชหัตถเลขา พระราชทานกรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล
เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ เรื่องเพลิงไหม้บ้านเรือนนายเอี่ยม ว่า
"บ้านเรือนนายเอี่ยม ซึ่งตั้งอยู่ริมวัดวัวลำพอง"

แต่พระราชหัตถเลขา เรื่องเดียวกัน พระราชทานลงไปเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘
ทรงเรียกตำบลที่วัดวัวลำพองตั้งอยู่ว่า 'ตำบลหัวลำโพง' ดังนี้
        
"ด้วยได้รับหนังสือมีมาที่กรมขุนสมมตอมรพันธ์ ลงวันที่ ๑๓ เดือนนี้ ส่งร่างประกาศ
ห้ามการปลูกเรือนโรงกำบังด้วยไม้ขัดแตะ หรือแผงในที่เพลิงไหม้ ตำบลหัวลำโพง
มาขออนุญาตออกประกาศนั้น ทราบแล้ว อนุญาต"
         
แสดงว่า ในรัชกาลที่ ๕ นั้น
เรียกวัดที่ตำบลหัวลำโพงว่า วัดวัวลำพอง
แต่เรียกตำบลว่าตำบลหัวลำโพง
        
เมื่อเป็นดังนี้ ผู้เล่าจึงใคร่ขอสันนิษฐานเองว่า
ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อขุดคลองผดุงกรุงเกษม
พื้นที่ฟากเหนือคลองผดุงใต้ป้อมผลาญไพรีราบ คงเรียกกันว่า หัวลำโพง
อาจเป็น หัวทุ่ง หัวนาที่มีต้นลำโพงขึ้นอยู่มาก
(ทำนองเดียวกับวัดตะเคียน ซึ่งเดิมมีทุ่งตะเคียนเป็นที่พักเกวียน)

ทีนี้ ในรัชกาลที่ ๔ โปรดฯให้ขุดคลอง ใต้ป้อมผลาญไพรีราบ
จากคลองผดุงฯ ออกไปบรรจบกับคลองพระโขนง
โกยดินขึ้นมาทำถนนเรียกว่าถนนตรง
(คือถนนพระราม ๔ ปัจจุบันนี้ พวกจีนที่อยู่มาก่อนคงจะเรียกแถบนี้ว่า 'ฮั่วน่ำโพ้ง'
แต่พวกฝรั่งที่เพิ่งไปๆมาๆ (ตามพระราชหัตถเลขา) คงเรียกตามสำเนียงฝรั่งว่า ฮั่วลำพอง
หรืออะไรๆที่คล้ายกับ 'วัวลำพอง'
วัดเก่าที่มีอยู่ไม่เคยมีชื่อเป็นเรื่องเป็นราวเลยพลอยเป็นวัดวัวลำพองไปด้วย
          
ก็เป็นอันว่า แล้วแต่ผู้ใดจะเชื่อ
เชื่อว่า เดิมชื่อ วัวลำพอง แล้วเจ๊กเรียกเพี้ยนเป็น ฮั่วน่ำโพ้ง ไทยเลยเรียก หัวลำโพง
หรือ เดิมชื่อ หัวลำโพง อยู่แล้ว ฝรั่งเรียกเพี้ยนเป็นวัวลำพอง
ไทยพลอยหาว่าชื่อหัวลำโพง มาจากเจ๊กเรียก ฮั่วน่ำโพ้ง
แล้วแต่จะพิจารณากันเอง
 
ที่มา บทความเรื่อง "คว่ำบาตร" และ "หัวลำโพง" สำนวนนี้มีที่มาอย่างไร
โดย  จุลลดา ภักดีภูมินทร์ หนังสือสารคดี
ฉบับที่ 2687 ปีที่  52 ประจำวัน  อังคาร ที่  18 เมษายน  2549

คัดลอกมาจาก
"คว่ำบาตร" และ "หัวลำโพง" สำนวนนี้มีที่มาอย่างไร
รูปภาพ wikipedia
 

Related links


Version 1 จากราชบัณฑิตยสถาน

"แพะรับบาป" เป็นสำนวนที่พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
ให้บทนิยามว่า "คนที่รับเคราะห์กรรมแทนผู้อื่นที่ทำกรรมนั้น"
ปัจจุบันคนที่เป็น "แพะรับบาป" บางทีก็เรียกกันสั้น ๆ ว่าเป็น "แพะ" 

สำนวน "แพะรับบาป" ชวนให้สงสัยว่า เหตุใดจึงต้องเป็น "แพะ" ที่รับบาป  
พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล ฉบับราชบัณฑิตยสถาน มีข้อมูลที่ช่วยไขข้อข้องใจได้ดังนี้

แพะรับบาป มาจากภาษาอังกฤษว่า scapegoat  ในศาสนายิว
ที่มาของคำนี้ปรากฏในคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม
ซึ่งเป็นคัมภีร์ของชาวอิสราเอลที่มีภูมิหลังเป็นผู้เลี้ยงแพะหรือแกะเป็นอาชีพ 

แพะรับบาปเป็นพิธีปฏิบัติในวันลบบาปประจำปีของชาวอิสราเอล
ซึ่งเริ่มด้วยการที่ปุโรหิตถวายวัวเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของตนเองและครอบครัว
เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ปุโรหิตจะนำแพะ ๒ ตัวไปถวายพระเป็นเจ้าที่ประตูเต็นท์นัดพบ
และจะเป็นผู้จับสลากเลือกแพะ ๒ ตัวนั้น 

สลากใบที่ ๑ หากตกแก่แพะตัวใด แพะตัวนั้นจะถูกฆ่าและถวายพระเป็นเจ้า
เป็นเครื่องบูชาเพื่อไถ่บาปของประชาชน เรียกว่า "แพะไถ่บาป" 

ส่วนสลากใบที่ ๒ หากตกแก่แพะตัวใด แพะตัวนั้นจะถูกนำไปถวายพระเป็นเจ้าทั้งยังมีชีวิตอยู่
แล้วใช้ทำพิธีลบบาปของประชาชนโดยยกบาปให้ตกที่แพะตัวนั้น
เสร็จแล้วก็จะปล่อยแพะตัวนั้นให้นำบาปเข้าไปในป่าลึกจนทั้งแพะและบาปไม่สามารถกลับมาอีก 
แพะที่ถูกจับโดยสลากใบที่ ๒ นี้ เรียกว่า "แพะรับบาป" 

ส่วน "แพะรับบาป" ในศาสนาฮินดู มีผู้สันนิษฐานว่า
ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชายัญได้ออกจากร่างมนุษย์ไปสู่ร่างม้า
เมื่อฆ่าม้า ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชายัญก็ออกจากตัวม้าไปสู่ร่างโค
เมื่อฆ่าโคก็ไปสู่ร่างแกะ และจากแกะไปสู่แพะ 
ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชายัญคงจะอยู่ในตัวแพะนานที่สุด
ดังนั้นแพะจึงกลายเป็นสัตว์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้ฆ่าบูชายัญ
ซึ่งเป็นที่มาอีกอย่างหนึ่งของคำว่า "แพะรับบาป"

คำว่า scapegoat  บางตำราให้ข้อมูลว่ามาจาก escape+goat แปลว่า แพะที่หนีไป

ที่มา ราชบัณฑิตยสถาน 

Version 2 จากรายการ VRZO

ธรรมชาติของแพะนั้นเวลาที่มันตกใจ ข้อต่อของมันจะล็อค และวิ่งต่อไปไม่ได้
ดังนั้นฝรั่งที่เลี้ยงฝูงแกะ จึงนำแพะมาปะปนอยู่กับฝูงแกะ
เมื่อหมาป่าจะเข้ามากินแกะ หมาป่าจะได้กินแพะแทน เพราะแกะมีราคาสูงกว่า
จึงเป็นที่มาของสำนวน แพะรับบาป 

ที่มา รายการ VRZO



ช่วงนาทีที่ 3.45

Related links

คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า ในแสงอาทิตย์นั้น มีรังสีอัลตราไวโอเลตอยู่

หากเราได้รับรังสีนี้มากเกินไปจะเป็นอันตรายกับร่างกาย เพราะฉะนั้น
ธรรมชาติจึงสร้างให้ผิวของเรามี "เม็ดสีเมลานิน" ที่มีสีน้ำตาลอยู่
เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตมากจนเกินไป

เม็ดสีเมลานินนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อผิวของเราได้รับแสงอาทิตย์มากขึ้น
ดังนั้น "ทุกครั้งที่ตากแดดนาน ๆ สีผิวของเราจะค่อย ๆ ดำขึ้น
จากเม็ดสีเมลานินที่เพิ่มมากขึ้น"

คัดลอกโดย เรื่องดีดีมีไว้แบ่งปัน http://pbmath.exteen.com
ที่มา หนังสือ ลูกช่างถาม ตอบไม่ได้...อายแย่เลย...!!

Related Links

นี่คือความรอบคอบของธรรมชาติ ธรรมชาติรู้ว่าหลังคลอดทารกส่วนใหญ่ดื่มนมแม่
ดังนั้น ต้องไม่ให้ฟันโผล่จากเหงือกทันทีด้วยเหตุผล 2 ประการ

ประการแรก เมื่อไม่มีฟัน แค่ใช้เหงือกกัดนมแม่ขณะดูดนม คงไม่เจ็บเหมือนโดนฟันกัด
ประการที่ 2 หากลูกกัดนมแม่เจ็บบ่อย ๆ แม่ก็อาจปฏิเสธไม่ให้ลูกกินนมได้


แต่มีบ้างเหมือนกันที่คลอดออกมาพร้อมฟันอย่างน้อย 1 ซี่ กรณีนี้ประมาณ 1 ในทุก ๆ 2000 ราย 

แปลกที่คนดังในโลกหลายคน เช่น จูเลียส ซีซาร์, ฮันนิบัล , ชาร์เลอมาญ, นโปเลียน, มุสโสลินี และฮิตเลอร์ โผล่ออกจากท้องแม่พร้อมฟันที่พัฒนาขึ้นแล้ว 1 ซี่
 
จึงมีคำถามว่า แม่ของพวกเขาต้องเจ็บปวดทุกครั้งที่ลูกดูดนม
ก่อให้เกิดการตอบสนองความต้องการของลูกในทางลบ
ถึงขั้นปฏิเสธให้นมและ/หรือความรักความอบอุ่นหรือเปล่า ?
ส่งผลให้ลูกชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปในวัยเด็กด้วยการแสวงหาอำนาจ เป็นผู้นำโลกในเวลาต่อมา ?


แค่คิดก็สนุกแล้ว

ที่มา หนังสือ The Odd Body มหัศจรรย์ แห่งร่างกาย โดย สตีเฟ่น ฮวน
คัดลอกโดย เรื่องดีดีมีไว้แบ่งปัน http://pbmath.exteen.com

นาฬิกา คือเครื่องบอกเวลา มีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน เป็นต้นว่า

เรียกตามชนิดของสิ่งที่ใช้บอกเวลา เช่น นาฬิกาแดด นาฬิกาน้ำ นาฬิกาทราย
เรียกตามลักษณะการนำไปใช้ เช่น นาฬิกาพก นาฬิกาแขวน
เรียกตามประโยชน์ใช้สอย เช่น นาฬิกาปลุก นาฬิกาจับเวลา

คำว่า นาฬิกา มาจากคำภาษาบาลีว่า นาฬิเกร (อ่านว่า นา-ลิ-เก-ระ) แปลว่า มะพร้าว
ทั้งนี้เพราะเครื่องบอกเวลาแต่เริ่มแรกนั้นใช้กะลามะพร้าวเจาะรูลอยน้ำ
เมื่อกะลานั้นจมครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่า นาฬิกาหนึ่ง  

จึงนำคำว่า นาฬิกา มาใช้เป็นเครื่องบอกเวลาและช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ปัจจุบันคำว่า นาฬิกา นอกจากจะหมายถึงเครื่องบอกเวลาแล้ว
ยังใช้เป็นคำลักษณนามบอกลำดับเวลาตามชั่วโมง

โดยให้เริ่มนับ ๑ นาฬิกา เมื่อเวลาผ่านเที่ยงคืนไป ๑ ชั่วโมง
และนับเรื่อยไปจนถึงเที่ยงคืนเป็นเวลา ๒๔ นาฬิกา
ใช้ตัวย่อว่า น. (อ่านว่า นอ) เขียน น หนู มีจุด

ที่มา:บทวิทยุรายการ"รู้ รัก ภาษาไทย"ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

คัดลอกมาจาก: ราชบัณฑิตยสถาน

Related links

ผิวหนังภายนอก ของคนจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของอากาศรอบ ๆ ตัว

"เมื่ออากาศร้อน เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังจะขยายตัว
และนำเอาโลหิตในร่างกายออกมาเพื่อระบายความร้อนออกไปจากร่างกาย
ซึ่งทำให้หน้าตา และตัวของเรามักแดงขึ้นเมื่ออากาศร้อน"

โดยคนผิวขาวจะเห็นถนัดกว่าคนผิวคล้ำ
แต่พออากาศเย็นลง เส้นเลือดจะหดตัวและนำเลือดมาสู่ผิวหนังน้อยลง
ทั้งนี้เพื่อมิให้ร่างกายของเราต้องสูญเสียความร้อนออกไป
เป็นไปตามการปรับตัวของสมองที่มีต่อร่างกาย

เรื่องดีดีมีไว้แบ่งปัน http://pbmath.exteen.com
ที่มา หนังสือ ลูกช่างถาม ตอบไม่ได้...อายแย่เลย...!!?

อาการหน้าซีด
เกิดจากเลือดบริเวณแก้มจะไหลย้อนกลับอย่างรวดเร็วเพื่อทำหน้าที่ฉุกเฉิน
คือให้สารอาหารและออกซิเจนแก่กล้ามเนื้อส่วนอื่น

เนื่องจากร่างกายไม่ได้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องเผชิญความตกใจ
"เมื่อเลือดจากแก้มไหลออกไปยังบริเวณอื่น หน้าของเราจึงซีดนั่นเอง"

เรื่องดีดีมีไว้แบ่งปัน http://pbmath.exteen.com
ที่มา หนังสือ ลูกช่างถาม ตอบไม่ได้...อายแย่เลย...!!? 

เวลากินอิ่ม ๆ หรือดื่มน้ำอัดลม เคยเกิดอาการเรอออกมาไหม
ยิ่งถ้าเผลอเรอออกมาดัง ๆ แล้วละก็ ช่างน่าอายจริง ๆ เลยใช่ไหม

ว่าแต่ว่าทำไมเวลากินอิ่ม ๆ หรือดื่มน้ำอัดลมเข้าไปจึงเรอออกมาได้นะ

"การเรอเกิดจากอากาศที่กลืนลงไปพร้อมกับอาหาร
หรือเกิดจากแก๊สที่เหลือในกระเพาะจากการกินมากเกินไปย้อนกลับออกมา"

ซึ่งเวลาที่อากาศเหล่านี้จะออกมาจากปาก
มักไปทำให้ช่วงคอสั่นแล้วเกิดเป็นเสียงออกมา

ส่วนเวลาที่เราดื่มน้ำอัดลมแล้วเรอออกมานั้น นั่นก็เพราะว่า
"กรดคาร์บอนิกที่อยู่ในน้ำอัดลมเมื่อเข้าสู่ร่างกาย
แล้วจะกลายเป็นแก๊สและไปสะสมตัวอยู่ในกระเพาะ
สุดท้ายแก๊สนั้นย้อนกลับออกมาทางปากจึงเกิดเป็นเสียงเรอขึ้น"

เรื่องดีดีมีไว้แบ่งปัน http://pbmath.exteen.com
ที่มา หนังสือ ลูกช่างถาม ตอบไม่ได้...อายแย่เลย...!!?  

โดยส่วนตัวนั้น สงสัยมานานแล้วว่าทำไมถึงใช้ตัวอักษร X แทนสิ่งที่ไม่ทราบค่าหรือลี้ลับ

ในฐานะที่ตัวเองเรียนคณิตศาตร์โดยตรงนั้น ตัวแปรที่ใช้บ่อยที่สุดคือ ตัวแปร X

แล้วที่เราเรียกรังสีเอ็กซ์(X-ray)เพราะว่า
Wilhelm Röntgen ไม่แน่ใจถึงชนิดของรังสีชนิดใหม่ที่เขาเป็นผู้ค้นพบ
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

แล้วเคยดู The X-files กันหรือเปล่าครับ

วันนี้พอดีไปเจอหนังสือเล่มนี้เข้า
Ever Wonder Why? เขียนโดย Douglas B. Smith เลยได้คำตอบแล้ว

Q:Ever wonder why the letter X is used to represent the unknown?

A:The Arabic word used to represent an unknown quantity was Shei. This was transcribed in Greek to Xei and later shortened to just X.

เรื่องดีดีมีไว้แบ่งปัน http://pbmath.exteen.com