ตอนนี้มีอยู่ ๒ คำ คำหนึ่ง คือ คว่ำบาตร จากเด็กมัธยมต้น โทรศัพท์มาถาม
โดยบอกมาว่าได้ยินตลอดเวลา รู้ความหมายว่า หมายถึง ไม่เอาด้วย ไม่ร่วมด้วย
แต่ไม่รู้ว่าสำนวนนี้มีที่มาอย่างไร จึงเรียกว่า 'คว่ำบาตร'
บาตร นั้น หมายถึง บาตรพระสงฆ์ใช่ไหม

         

คว่ำบาตร ค้นคว้าจากหนังสือหลายเล่ม จึงพบจากหนังสือเกร็ดภาษา
หนังสือไทย ของ อาจารย์โสมทัต เทเวศร์ ท่านว่า
'บาตร' นั้น เป็นที่รู้กันว่าเป็นหนึ่งในอัฐบริขาร
(เครื่องใช้แปดอย่างของพระภิกษุ ที่พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธบัญญัติไว้)
         
เมื่อพระภิกษุออกบิณฑบาต ประคองบาตรเดินไปยังเคหสถานของผู้ใด
ก็หมายความว่ามาบิณฑบาต ท่านจะหยุดประคองบาตรเอาไว้
และเปิดฝาบาตรรับอาหารที่เจ้าของบ้านนำมาตักบาตร
โดยไม่ต้องพูดจา เป็นธรรมสืบมาแต่สมัยพระพุทธองค์
         
ส่วนเรื่อง คว่ำบาตร นั้น อาจารย์โสมทัต เทเวศร์ ท่านเล่าตำนานเอาไว้
(ขออนุญาตท่านตัดตอนมาลงโดยละเอียด) ดังนี้
         
"การคว่ำบาตรนั้น เป็นการคว่ำจริงๆในเมืองไทยเรายังไม่เคยได้ยินว่าได้ทำการคว่ำบาตรจริงๆที่ไหน
เคยทราบแต่ว่าได้มีขึ้นในลังกาครั้งหนึ่ง ตามเรื่องว่า

มีกษัตริย์ลังกาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระยาทาโฐปดิษย์ที่ ๒
หรือเรียกตามพระนามเดิมว่า หัตถทาฐกุมาร
พระราชาพระองค์นี้จะทรงสร้างวิหารลงในที่แห่งหนึ่ง
แต่พระเถระเจ้าทั้งหลายไม่เห็นพ้องด้วย ห้ามว่าสีมานี้ไม่ควรมี
แต่พระองค์ก็ไม่ทรงเชื่อฟัง ได้ทำไปตามความพอพระทัยของพระองค์
พระเถระเจ้าทั้งหลายทราบเรื่องว่า พระราชาไม่เชื่อฟังพระสงฆ์ที่ทักท้วง
ก็พากันลงทัณฑกรรมสวดคว่ำบาตรพระราชา
         
การที่พระราชาถูกสวดคว่ำบาตรนั้น
เป็นไปตามพระบาลีที่มีมาในพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงตั้งเป็นพุทธอาญาไว้
มีความว่า อสัทโธ โย อุปาสิโก อุบาสกใดผู้ไม่เลื่อมใสศรัทธา
มิได้เชื่อฟังคำพระวินัยแลได้เพียรพยายามจะให้ภิกขุเสื่อมทรามจากลาภสักการะทั้งปวง
ปากกล้าสาบาน ด่าทอต่อตีสงฆ์องค์เจ้า ก็ต้องในบทว่า ปัตจานิกุชชนัง ตัสสกัตตัพพัง
คือให้สงฆ์พึงกระทำการคว่ำบาตรแก่อุบาสกนั้น
          
ครั้นว่า อุบาสก อุบาสิกา ที่ถูกสวดคว่ำบาตร รู้สำนึกโทษและได้มาขอขมาโทษต่อพระสงฆ์แล้ว
จึงให้ภิกษุถือบาตรหลายไปอย่างบิณฑบาต
แล้วไปยืนอยู่ที่ประตูบ้านของอุบาสกอุบาสิกาที่ถูกคว่ำบาตรนั้น
เป็นการแสดงว่า สงฆ์ได้ยกโทษให้แล้ว"
          
คว่ำบาตร จึงมาจากธรรมเนียมทางฝ่ายสงฆ์ หมายถึงไม่สมาคมด้วย
ต่อมาทางฆราวาสโดยเฉพาะวงการการเมืองและธุรกิจ
จึงนำมาใช้บ้างจนเป็นสำนวนที่แพร่หลายทั่วไป

ต่อมาเป็นคำที่เด็กมัธยมถามมานานแล้ว แต่ยังหาโอกาสเหมาะตอบไม่ได้
คือคำว่า 'หัวลำโพง' ถามว่า 'หัวลำโพง' หมายความว่ากระไร

          

คำว่า หัวลำโพงนี้ คงตอบอย่างที่ศัพท์ปัจจุบันเขาว่า 'ฟันธง' ลงไปเลยไม่ได้
          
เพราะคำตอบหนึ่งเป็นคำตอบอย่างสันนิษฐาน โดยอ้างคำบอกเล่าจากคนสมัยก่อนโน้น
อีกคำตอบหนึ่งอ้างตามพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง
         
ว่าตามคำบอกเล่าที่อ้างกันว่าเป็นคำบอกเล่าจากคนสมัยรัชกาลที่ ๕ ก่อน
ท่านว่า สมัยรัชกาลที่ ๕ เรียกแถบนี้ว่า 'ทุ่งวัวลำพอง'
ต่อมามีรถลาก เจ๊กลากรถแกพูดไม่ชัด กลายเป็น 'ฮั่วน่ำโพ้ง'
คนไทยยุคหลังเห็นว่าน่าจะเป็นคำไทยว่า 'หัวลำโพง' ก็เลยเป็นหัวลำโพงมาจนทุกวันนี้
         
ทีนี้ ผู้เล่าได้ไปอ่านพบพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ ๕ องค์หนึ่ง เป็นพระราชหัตถเลขา
พระราชทานไปยังเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
เมื่อยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์
เจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓

พระราชหัตถเลขานี้ทรงแสดงถึงความห่วงใยว่า
สถานที่ที่เคยเรียกกันอย่างไทยๆจนพลอยเรียกชื่อเพี้ยนตามอย่างฝรั่งไปเสียหมดตอนหนึ่งว่า
"เช่น หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยเราพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง
นี่เป็นเรื่องที่ควรจะฟาดเคราะห์จริงๆ"

ผู้เล่าลองค้นดูเอกสารต่างๆถึงเรื่องหัวลำโพงและวัวลำพอง
ปรากฏว่า พบในพระราชหัตถเลขา พระราชทานกรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล
เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ เรื่องเพลิงไหม้บ้านเรือนนายเอี่ยม ว่า
"บ้านเรือนนายเอี่ยม ซึ่งตั้งอยู่ริมวัดวัวลำพอง"

แต่พระราชหัตถเลขา เรื่องเดียวกัน พระราชทานลงไปเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘
ทรงเรียกตำบลที่วัดวัวลำพองตั้งอยู่ว่า 'ตำบลหัวลำโพง' ดังนี้
        
"ด้วยได้รับหนังสือมีมาที่กรมขุนสมมตอมรพันธ์ ลงวันที่ ๑๓ เดือนนี้ ส่งร่างประกาศ
ห้ามการปลูกเรือนโรงกำบังด้วยไม้ขัดแตะ หรือแผงในที่เพลิงไหม้ ตำบลหัวลำโพง
มาขออนุญาตออกประกาศนั้น ทราบแล้ว อนุญาต"
         
แสดงว่า ในรัชกาลที่ ๕ นั้น
เรียกวัดที่ตำบลหัวลำโพงว่า วัดวัวลำพอง
แต่เรียกตำบลว่าตำบลหัวลำโพง
        
เมื่อเป็นดังนี้ ผู้เล่าจึงใคร่ขอสันนิษฐานเองว่า
ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อขุดคลองผดุงกรุงเกษม
พื้นที่ฟากเหนือคลองผดุงใต้ป้อมผลาญไพรีราบ คงเรียกกันว่า หัวลำโพง
อาจเป็น หัวทุ่ง หัวนาที่มีต้นลำโพงขึ้นอยู่มาก
(ทำนองเดียวกับวัดตะเคียน ซึ่งเดิมมีทุ่งตะเคียนเป็นที่พักเกวียน)

ทีนี้ ในรัชกาลที่ ๔ โปรดฯให้ขุดคลอง ใต้ป้อมผลาญไพรีราบ
จากคลองผดุงฯ ออกไปบรรจบกับคลองพระโขนง
โกยดินขึ้นมาทำถนนเรียกว่าถนนตรง
(คือถนนพระราม ๔ ปัจจุบันนี้ พวกจีนที่อยู่มาก่อนคงจะเรียกแถบนี้ว่า 'ฮั่วน่ำโพ้ง'
แต่พวกฝรั่งที่เพิ่งไปๆมาๆ (ตามพระราชหัตถเลขา) คงเรียกตามสำเนียงฝรั่งว่า ฮั่วลำพอง
หรืออะไรๆที่คล้ายกับ 'วัวลำพอง'
วัดเก่าที่มีอยู่ไม่เคยมีชื่อเป็นเรื่องเป็นราวเลยพลอยเป็นวัดวัวลำพองไปด้วย
          
ก็เป็นอันว่า แล้วแต่ผู้ใดจะเชื่อ
เชื่อว่า เดิมชื่อ วัวลำพอง แล้วเจ๊กเรียกเพี้ยนเป็น ฮั่วน่ำโพ้ง ไทยเลยเรียก หัวลำโพง
หรือ เดิมชื่อ หัวลำโพง อยู่แล้ว ฝรั่งเรียกเพี้ยนเป็นวัวลำพอง
ไทยพลอยหาว่าชื่อหัวลำโพง มาจากเจ๊กเรียก ฮั่วน่ำโพ้ง
แล้วแต่จะพิจารณากันเอง
 
ที่มา บทความเรื่อง "คว่ำบาตร" และ "หัวลำโพง" สำนวนนี้มีที่มาอย่างไร
โดย  จุลลดา ภักดีภูมินทร์ หนังสือสารคดี
ฉบับที่ 2687 ปีที่  52 ประจำวัน  อังคาร ที่  18 เมษายน  2549

คัดลอกมาจาก
"คว่ำบาตร" และ "หัวลำโพง" สำนวนนี้มีที่มาอย่างไร
รูปภาพ wikipedia
 

Related links


Comment

Comment:

Tweet