130.กรรไกรเล็บมังกร

posted on 23 Feb 2009 12:55 by pbmath in PEACEMAKER

ถึงพี่ประภาส
มีคำถามอยากจะถามพี่ประภาสเกี่ยวกับเรื่องสมัครงานว่าในการสัมภาษณ์คนที่มาสมัครงาน  ผู้สัมภาษณ์เค้าเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ในการสัมภาษณ์  ดิฉันไม่เข้าใจว่าตำแหน่งบางตำแหน่งทำไมเค้าต้องถามเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวว่าแต่งงานหรือยัง หรือถามว่าชอบดูหนังประเภทไหน ฟังดูแล้วเหมือนผู้สัมภาษณ์มีเจตนาอื่นแอบแฝง ดิฉันแน่ใจว่าไม่ได้คิดเอง เพราะเพื่อนดิฉันก็ถูกถามจากผู้สัมภาษณ์ท่านเดียวกันถามว่าใช้รถยี่ห้ออะไรอยู่ ใช้มากี่ปีแล้วซ่อมรถเองหรือเปล่า ทั้งๆที่สมัครในตำแหน่งเกี่ยวกับการเงินแท้ๆ ดิฉันยังแอบมาแซวกันเองเลยหรือบริษัทนี้เขาให้ฝ่ายการเงินดูแลเรื่องรถยนต์ด้วย

สัมภาษณ์งานมาเกือบปีแล้ว ไม่ทราบพี่ประภาสมีอะไรแนะนำเกี่ยวกับการไปสอบสัมภาษณ์บ้าง
คนหางาน

พี่ประภาส
ผมเคยไปสมัครเป็นครีเอทีฟกับค่ายเทปแห่งหนึ่ง คนสัมภาษณ์ถามผมไม่กี่คำเลย แล้วก็ให้ผมออกจากห้อง ผมเดาว่าเพราะผมใส่รองเท้าแตะ(แบบมีสายหุ้มส้น) เขาจึงไม่อยากคุยกับผม แต่ผมคิดว่าการที่ผมแสดงความเป็นตัวของตัวเองน่าจะเป็นเรื่องดีที่สุด การเป็นครีเอทีฟจำเป็นต้องใส่รองเท้าเรียบร้อยด้วยรึครับ ผมไม่ได้สมัครเป็นพนักงานบัญชี พี่ว่าผมคิดถูกมั้ย
 
jazzy jazz
 
ก่อนอื่นเปิดให้ใจกว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้นะครับ ผมจะพาคุณขึ้นยานย้อนเวลาไปยังยุคราชวงศ์เหม็งของประเทศจีน  

ในสมัยของกษัตริย์หมิงซื่อจง ถ้านับปีก็ราวๆเกือบห้าร้อยปีก่อนโน่น ในสมัยนั้นมีคำล่ำลือกันทั่วไปว่า ในเมืองหลวงมีช่างตัดเสื้อผู้หนึ่งชื่อช่างหยู เป็นผู้มีพรสวรรค์ในการตัดเสื้อผ้าได้งดงามดั่งมีเทพยดามาช่วยตัดเย็บ เสื้อผ้าที่ช่างหยูตัดเย็บนั้นจะมีความละเอียดละออในทุกๆจุดจนหาที่ติแทบมิได้ สำคัญไปกว่านั้นก็คือไม่ว่าจะตัดให้กับผู้ใดใส่ ความสั้นยาวของชายผ้าจะพอดีตัวผู้ใส่ตามธรรมเนียมการแต่งตัวของราชสำนักเสมอ
 
หลายเสียงพูดกันว่าช่างหยูมีกรรไกรวิเศษที่ใช้ในการตัดผ้าทำมาจากเล็บของมังกร
 
บ้างก็เรียกช่างหยูว่าช่างกรรไกรเล็บมังกร 

แม้จะล่ำลือกันอย่างนั้น ก็หามีใครเคยเห็นกรรไกรที่ทำมาจากเล็บมังกรของช่างหยูไม่
 
ในที่สุดชื่อเสียงของช่างหยูก็ดังมาถึงหูของขุนนางหนุ่มนามว่าเถียน

ขุนนางเถียนจึงเรียกช่างหยูเข้าไปพบเพื่อจะให้ตัดเสื้อชุดสำหรับเข้าเฝ้ากษัตริย์ในพระราชวัง

“เจ้าเอากรรไกรเล็บมังกรของเจ้ามาด้วยหรือเปล่า” ขุนนางเถียนพูดขึ้นขณะที่ช่างหยูกำลังวัดตัวอยู่
 
“ใต้เท้า…กรรไกรของข้าพเจ้านั้นทำจากเหล็กธรรมดา ข้าพเจ้าจ้างสหายช่างเหล็กที่แคว้นเว่ยทำให้ มิได้ทำจากเล็บมังกรอย่างที่ผู้คนล่ำลือ” ช่างหยูตอบ
 
“แล้วเจ้าใช้ของวิเศษใดตัดเย็บเสื้อผ้าได้ถูกอกถูกใจผู้คน” ขุนนางเถียน ขยับตัวหันหลังให้ช่างหยูวัดตัว

“ข้าพเจ้ามิได้ใช้ของวิเศษใดเลยใต้เท้า เข็มเย็บผ้าของข้าพเจ้าก็หาซื้อมาจากตลาด ส่วนด้ายนั้นข้าพเจ้าก็จ้างเขาฝั้นขึ้นมาเหมือนช่างคนอื่นๆ” ช่างหยูจดความยาวของลำตัวขุนนางเถียนลงบนเศษผ้า
 
“ขุนนางเถียนยังคงสงสัย “เจ้าตัดเย็บเสื้อผ้ามากี่ปีแล้ว”

“ยี่สิบปีแล้วขอรับ ใต้เท้า” ช่างหยูถอยออกมาทำท่าคำนับ แล้วก็ถามขุนนางเถียนกลับไปว่า
 
“ใต้เท้าเล่าขอรับ เข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณมาเป็นเวลานานเท่าไรแล้วขอรับ”
 
“เจ้าว่าอะไรนะ” น้ำเสียงขุนนางหนุ่มไม่พอใจ

“ข้าพเจ้าถามใต้เท้าว่า ท่านรับราชการมาเป็นเวลานานเท่าไรแล้วขอรับ” ช่างหยูพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม

“บังอาจมาก” ขุนนางเถียนลุกขึ้นตบโต๊ะด้วยอารมณ์ขุ่น “เจ้าเป็นเพียงช่างตัดเสื้อ หน้าที่ของเจ้าก็คือการวัดตัว แล้วก็ตัดเสื้อผ้า เจ้าจะมาถามเราว่าเรารับราชการมานานกี่ปีแล้วทำไม  มันเป็นธุระอะไรของเจ้า หรือเห็นว่าข้าถามเจ้าได้ เจ้าก็สำคัญผิดถามข้ากลับหรืออย่างไร”

“หามิได้ท่านใต้เท้า” ช่างหยูโค้งคำนับ “คำถามที่ข้าพเจ้าถามท่านนั้น ข้าพเจ้ามิได้มีความตั้งใจจะละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของใต้เท้าเลยแม้สักน้อย  แต่ที่จำต้องถามก็เพราะจะได้นำไปใช้ในการตัดเย็บชุดให้เหมาะเจาะสวยงาม”

“นี่เจ้าเป็นคนวิกลจริตหรือเป็นช่างตัดเสื้อกันแน่”  ขุนนางหนุ่มยังข้องใจ “การตัดเสื้อผ้ามันจะไปเกี่ยวอะไรกับอายุราชการของเรา”

“ใต้เท้า…ขอข้าพเจ้าได้ชี้แจง” ช่างผู้มีฉายาว่ากรรไกรเล็บมังกรโค้งคำนับอีกครั้ง

“ขึ้นชื่อว่าขุนนางนั้นไซร้ เมื่อรับราชการแล้วก็ย่อมมีการเลื่อนขั้นเป็นธรรมดา  ขุนนางหนุ่มที่เพิ่งเข้ารับราชการ เมื่อได้ปูนบำเหน็จตำแหน่งสูงขึ้นก็ย่อมจะเกิดความพึงใจ เวลาเดินก็จะยืดอกผึ่งผาย เมื่อข้าพเจ้าตัดเสื้อให้ก็จะตัดให้ชายเสื้อด้านหลังสั้นด้านหน้ายาว  ครั้นรับราชการไปได้สักกึ่งอายุ จิตใจก็จะค่อยๆเยือกเย็นวางเฉยมากขึ้น ท่าเดินก็จะลดความผึ่งผายลง เสื้อผ้าที่ข้าพเจ้าจะตัดเย็บก็จะให้ชายเสื้อด้านหน้าและด้านหลังเสมอกัน และเมื่อรับราชการไปจนใกล้อายุเกษียณ นอกจากความวางเฉยแล้ว อาจจะมีความรู้สึกไม่สบายใจปะปนอยู่  ซึ่งย่อมจะแสดงออกมาในท่าเดินที่ค้อมตัวลง ข้าพเจ้าก็จะตัดเสื้อให้ชายเสื้อด้านหน้าสั้นส่วนด้านหลังยาว”

ขุนนางเถียนฟังแล้วก็นิ่งไป

“ด้วยเหตุทั้งหมดนี้ข้าพเจ้าจึงจำต้องไถ่ถามเรื่องที่ใต้เท้าคิดว่าข้าพเจ้าไม่สมควรถาม แต่เพื่อจะได้ตัดชุดให้เข้ารูปและถูกใจ ข้าพเจ้าจำต้องถามทุกคนขอรับ”
…………………………………………………….

ฟังอย่างผิวเผินแล้ว การสอบถามว่ารับราชการมากี่ปีแล้วไม่น่าจะมาเกี่ยวข้องกับการตัดเย็บเสื้อผ้าอย่างที่ขุนนางเถียนว่าจริงๆ แต่ด้วยความละเอียดละออลึกซึ้งทำให้ช่างหยูนำมาวิเคราะห์เพื่อตัดชุดได้

ผมว่านี่แหละครับกรรไกรเล็บมังกรของจริง

กลับมาที่คำสัมภาษณ์ที่คุณคนหางานถูกสัมภาษณ์  ลองเปิดใจให้กว้างสักนิด คุณคนหางานอาจเข้าใจได้ว่าการถามเรื่องดูหนังแบบไหน สามารถบ่งบอกรสนิยมอะไรบางอย่างของผู้สัมภาษณ์ ซึ่งถ้าเป็นตำแหน่งที่จำต้องใช้รสนิยมก็สามารถนำมาวิเคราะห์วิจารณ์ได้

รู้ไหมครับว่าในการสอบสวนของตำรวจนั้น แม้แต่คำถามว่า “กินข้าวกับอะไรมา” เขาก็ถามนะครับ ทุกคำตอบสามารถนำมาโยงบอกบุคลิกของผู้คนได้

ดังนั้น การถามว่าขับรถอะไร ขับมากี่ปีแล้ว ซ่อมเองหรือเปล่า นี่ก็เช่นกัน

รสนิยม การใช้จ่ายเงินทอง การดูแลรักษารถ ความรู้พื้นฐานเรื่องเครื่องจักร จะถูกวิเคราะห์ออกมาจากคำตอบที่คุณตอบคำถามเหล่านี้

ผมเองก็เคยเป็นผู้สัมภาษณ์พนักงานเข้าทำงานบริษัท  คำถามของผมนั้นหนักกว่าที่คุณคนหางานโดนอีกนะครับ ลองฟังคำถามของผมดูก็ได้

คุณว่าคุณเป็นคนดีไหม

เคยล้อชื่อพ่อเพื่อนไหม

วันนี้เอาเงินมาเท่าไร มีแบ๊งค์อะไรบ้าง

ชุดที่ใส่มาวันนี้รีดเมื่อไร

ฯลฯ

ถามว่าทุกคำตอบ ผมนำมาพิจารณาทั้งหมดไหม ก็ต้องบอกกันตามตรงว่าไม่ทุกคำตอบหรอกครับ แต่ผมก็ถามสุ่มๆไปเรื่อยๆให้เขาผ่อนคลาย เผื่อจะมีอะไรบางอย่างหลุดออกมาจากปากแล้วบอกตัวตนของเขามากที่สุด

เพราะเมื่อผมคัดเลือกพนักงาน ผมนึกอยู่เสมอว่าผมกำลังคัดเลือกเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมชีวิต
ขอนุญาตจบบทความวันนี้ด้วยคำแนะนำสั้นๆเกี่ยวกับเรื่องสอบสัมภาษณ์ตามที่คุณคนหางานขอมา

อย่างแรกที่สำคัญมากนั่นคือ คุณต้องจริงใจกับบริษัทที่คุณไปสัมภาษณ์ให้มากที่สุด เพราะผู้สัมภาษณ์เขาดูออกครับว่าคุณมาหางานทำแค่ชั่วคราวเพื่อรอเวลา  หรือตั้งใจจะทำงานกับเขาจริงๆ

คาถานี้ครับท่องไว้ก่อนไปสัมภาษณ์

เป็นตัวของตัวเองและไม่โกหก เรื่องที่ไม่อยากให้เขารู้ก็ไม่ต้องบอก แต่อย่าโกหก เพราะเดี๋ยวข้อเท็จจริงมันจะพันกันไปกันพันกันมาจนไม่น่าเชื่อถือ ส่วนเรื่องเป็นตัวของตัวเองนี่ก็ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นสุภาพชนนะครับ ไม่ใช่ใส่รองเท้าแตะไปสัมภาษณ์แล้วบอกว่าก็นี่แหละตัวฉัน ฉันก็ใส่รองเท้าแตะอยู่อย่างนี้มาตั้งนาน ทำไมต้องแต่งตัวเรียบร้อยมาสัมภาษณ์ด้วย

อย่าละเลยขนบอันดีงามเลย เพราะตอนที่คุณขึ้นไปรับพระราชทานปริญญาบัตรคุณก็ไม่ได้ใส่รองเท้าแตะนะครับ

ที่มา คุยกับประภาส prapas.com 

Comment

Comment:

Tweet

โอ้บางครั้งเรื่องเล็กๆน้อยๆก็สามารถนำมาสู่ความเป็นโปรได้นะเนี๊ยะ Hot! Hot! Hot!

#1 By Slowday on 2009-02-23 21:27