อ๊อฟ ปองศักดิ์ – ยิ่งมืดยิ่งเห็นดวงดาว
คำร้อง สีฟ้า
ทำนอง/เรียบเรียง อภิไชย เย็นพูนสุข

 

ไม่มีใครเกิดมามีพร้อม ชีวิตโรยด้วยกุหลาบ
ไม่มีใครที่มีชีวิตที่ดี ที่แสนงดงามอย่างนั้น
ไม่มีใครฝืนโชคชะตา หลีกปัญหาที่ฟ้ามีคำสั่ง
ในชีวิตต้องมีสักครั้ง ต้องเจอกับอุปสรรคนานา

แค่ลุกขึ้นมา ลืมตาเผชิญทุกเรื่องไป
ให้ปัญหาคือความท้าทาย ไม่มีอะไรไม่คลี่คลาย

ยิ่งมืดยิ่งเห็นดวงดาว ส่องสกาวที่บนฟากฟ้าไกล
ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งมองเห็นแสงดาวที่สดใส
เพิ่งจะได้รู้ บนฟ้ามืดดำ มีความงดงามซ่อนไว้
ที่แท้ความจริง ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวเท่านั้น

สิ่งที่ฉันได้เคยเรียนรู้เคยเสียน้ำตามากมาย
ต้องเจอะเจอกับสิ่งเลวร้ายเมื่อต้องเสียใจต้องผิดหวัง
สิ่งที่เจอแม้จะหนักหนาและมืดมัวไปเสียทุกทุกอย่าง
แค่บอกตัวเองแหงนมองบนฟ้าทางออกยังมีให้เรามากมาย

แค่ลุกขึ้นมา ลืมตาเผชิญทุกเรื่องไป
ให้ปัญหาคือความท้าทาย ไม่มีอะไรไม่คลี่คลาย

ยิ่งมืดยิ่งเห็นดวงดาว ส่องสกาวที่บนฟากฟ้าไกล
ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งมองเห็นแสงดาวที่สดใส
เพิ่งจะได้รู้ บนฟ้ามืดดำ มีความงดงามซ่อนไว้
ที่แท้ความจริง ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวเท่านั้น
ชีวิตไม่ได้มืดไปทุกอย่าง ยังมีทางออกเสมอ

วันนี้ผมได้มีโอกาสดูมิวสิควิดีโอตัวหนึ่ง ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่เกิดปัญหากับชีวิต
เค้าท้อแท้และหมดหวังกับสิ่งที่ตัวเองทำ เค้าค้นหาแรงบันดาลใจผ่านอินเทอร์เนต
จนพบกับเรื่องราวของคุณทนง โคตรชมภู
ขอบคุณคุณ สำหรับ mv ดี ๆ แบบนี้

หลังจากนั้น ผมจึงลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ คุณทนง โคตรชมภู
ก็เลยได้พบกับเรื่องราวของเค้าผ่านทาง blog ของคุณสายลมที่ผ่านมา
อ่านแล้วรู้สึกประทับใจและอยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ เหล่านี้
ลองอ่านกันดูนะครับ

หลาย ๆ คนเคยพูดว่า การที่คุณได้เกิดมามีอวัยวะครบ 32 ประการถือว่าเป็นเรืองโชคดีแล้ว
แต่จะโชคดีกว่านั้นหากคุณสามารถรักษามันไว้ได้ตราบจนมันหมดหน้าที่ของมันไป
พร้อมกับลมหายใจของคุณ และหากคุณไม่สามารถรักษามันไว้ได้หละ
มันก็ไม่ใช่อุปสรรค์ที่จะทำให้คุณมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ไม่ได้
จริงอยู่มันอาจจะยากกว่าเก่าสักหน่อย แต่มันก็ไม่อยากเกินไปสำหรับความตั้งใจ
ความพยายามที่จะใช้ชีวิตให้ได้เหมือนคนปกติ

เช่นชีวิตอของชายผู้นี้ “ทนง โคตรชมภู” ที่ธรรมชาติให้อวัยวะมาครบ 32
แต่กลับเอาคืนไปเร็วกว่าคนอื่น อายุ 12 ปี เริ่มมีอาการ อายุ 18 ปี ขาทั้งสองข้างหยุดทำงาน
อายุ 25 ปี แขนทั้งสองข้างจากไปอย่างถาวร ปัจจุบันร่างกายใช้งานได้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์

ในวัยเด็ก ‘ทนง’ มีชีวิตที่สวยงามร่างกายที่ครบสามสิบสอง เป็นนักเรียนกีฬาดีเด่น
ที่หมอดูเคยบอกว่า เขาจะเป็นคนที่ครอบครัวได้พึ่งพา โดยเฉพาะแม่ที่เขาจะดูแลไม่ให้ต้องลำบาก
หากแต่ความจริงไม่ได้ง่ายดายและสวยงามดังคำทำนาย
ในวันที่ธรรมชาติเอาคืนหากหัวใจของทนงไม่เข้มแข็งพอ
วันนี้คนไทยทั้งประเทศอาจไม่ได้รู้จัก “ทนง โคตรชมภู”

เชื่อว่า เรื่องราวของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับการต่อสู้ของทุกชีวิตบนโลกนี้
ให้ได้ตระหนักในศักดิ์ศรีและศักยภาพของความเป็นคน

ชายหนุ่ม มาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น พยักหน้าน้อย ๆ ต้อนรับผู้ไปเยือน
เขาไม่ได้ยะโส หรือถือตัว เกินกว่าที่จะยกมือขึ้นมารับไหว้
เพียงแต่ว่า 2 มือคู่นั้นปราศจากเรี่ยวแรงเกินกว่าที่จะยกขึ้นมาทำอะไรได้
ไม่ต่างกับเท้าเล็กลีบทั้ง 2 ข้าง ที่ไม่ถูกใช้งานมานานเกือบ 30 ปี แล้วเช่นกัน
น่าแปลกใจว่า ดวงตาของเขายังเปล่งประกาย
ไม่มีวีแววถดถอย หรือท้อแท้ใดๆ ปรากฏออกมาให้เห็นเลย

"ขอโทษที่มาช้า" เขาบอกเสียงแผ่วเบา

"ไม่ค่อยชินกับอากาศในกรุงเทพฯ เป็นหวัดนิดหน่อย คนบ้านนอกก็ยังงี้แหละ"
พูดจบก็หัวเราะ คนฟังหัวเราะตาม

เราเริ่มหัวข้อสนทนากับ ทนง โคตรชมภู ศิลปินผู้พิการทั้งมือและเท้า
ซึ่งต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา ว่าด้วยเรื่องของดินฟ้าอากาศ
และตามมาด้วยเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย

น่าแปลกใจว่าน้ำเสียงเขาแจ่มใส และคุยสนุก
ชายผู้นี้ยังเป็นเจ้าของผลงานทางศิลปะที่ทรงคุณค่า
เป็นที่ยอมรับของทุกผู้คนที่พบเห็น ยิ่งผู้คนเหล่านั้นได้รู้ถึงที่มาที่ไปว่า
ภาพทุกภาพบนผืนผ้าใบของเขาเป็นการวาดโดยใช้ปากคาบดินสอและพู่กัน
แทนการใช้มือแบบคนปกติทั่วไป ยิ่งเพิ่มความประทับใจในรูปภาพนั้นมากยิ่งขึ้น

"อาจารย์ใช้ชีวิตให้เป็นปกติและมีความสุขได้ยังไงเนี่ย" เธอถามแบบทึ่งๆ

เขายิ้มกลับมาเป็นปฐมคำตอบ ก่อนจะบอกว่า หลายๆ คนคิดว่า
เขาเอาศิลปะมาย้อมใจเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ภายใต้ร่างกายอันพิการนี้
แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย

"ผมชอบและผูกพันกับศิลปะมา ตั้งแต่ร่างกายแขนขายังเป็นปกติ
ตั้งแต่เรียน ป.๑ ครั้งที่เริ่มเรียนวิชาวาดรูป ได้รับคำชมจากครูว่าวาดรูปดี
แม้เป็นเพียงคำชมเล็กๆ แต่คำคำนั้นมันยิ่งใหญ่สำหรับเด็กบ้านนอกอย่างผมมาก"

จากคำชมของครูที่เหมือนน้ำทิพย์กระตุ้นความกระตือรือร้นให้ไฝ่รู้เรื่องศิลปะมากขึ้น
เป็นเหตุให้เด็กชายทนงในขณะนั้นมีฝีมือการวาดรูปก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
และครูก็จะคอยส่งเสริมโดยให้เขาเป็นลูกมือในการทำสื่อการสอนที่ต้องใช้รูปภาพเป็นส่วนประกอบเสมอ

วิบากกรรมวาระแรกเกิดขึ้นกับเขาตอนอายุ 12 ขวบ กำลังจะเรียนจบชั้น ป.6 เขาเล่าว่า
ตอนนั้นรู้สึกขาไม่มีแรงเอาเสียเลย จะก้าวไปไหนแต่ละย่างรู้สึกทรมานมาก ไปหาหมอ
หมอบอกว่าขาดสารอาหาร และแนะนำว่าต้องออกกำลังกายมากๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
แต่ตอนหลังเพิ่งจะรู้ว่าคนป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อสลายตัวแบบเขาต้องพักผ่อนเยอะๆ
และห้ามออกแรง

อาจารย์ทนง บอกว่า ครั้งหนึ่งไม่มีใครอยู่บ้าน เขาพยายามเดินเพื่อจะออกกำลังตามที่หมอแนะนำ
แต่ก็ไม่ได้ผลเดินแล้วล้ม เดินแล้วก็ล้ม

"รู้เลยว่าก้าวย่างที่หลังบ้านในตอนนั้นเป็นการก้าวย่างสุดท้ายของผมเอง"
เขาบอกเสียงแผ่วเบาลง

เมื่อเดินไม่ได้ เด็กชายทนงก็ไม่สามารถไปโรงเรียนได้เหมือนเด็กทั่วไป
แต่แม้จะหยุดอยู่บ้านเขาก็ไม่เคยละเลยที่จะฝึกฝนเรื่องการวาดภาพ
และเรียนหนังสือด้วยตัวเองที่บ้าน
ซึ่งถือเป็นโชคดีของเขาเป็นที่สุดที่ทั้งพ่อแม่ น้องชายและน้องสาวของเขา
ตลอดจนครูศิลปะที่โรงเรียนชุมชนบ้านถ่อน ช่วยเป็นกำลังใจ
และสนับสนุนให้การเรียนรู้ และเรื่องการวาดรูปอย่างเต็มที่

"ตอนนั้นครูที่โรงเรียนก็ยังมาขอให้ช่วยวาดรูปเพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนให้เด็กรุ่นน้อง
มีค่าตอบแทนให้ด้วย เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับผม
รายได้จากตรงนี้สามารถช่วยจุนเจือครอบครัวยากจนของเราด้วย"

เขามองออกไปนอกอาคาร แล้วบอกว่า
เหนือกำลังใจอื่นใดที่มีกับชีวิตเล็กๆในช่วงเวลานั้น ไม่อาจเทียบเท่าสิ่งที่ผู้เป็นแม่ของเขามีให้ได้
เพราะแม่เป็นผู้หญิงคนเดียวที่สนับสนุนเขาไม่เคยขาดในเรื่องการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะ

"ครอบครัวเรายากจนก็จริง แต่เรื่องกำลังใจเราไม่เคยขาดแคลนที่จะมีให้กันและกัน
วันหนึ่งแม่ผมออกไปหาเห็ดในป่าเขาเห็นเห็ดดอกหนึ่งขึ้นบนโคนไม้
แทนที่จะเก็บมาเฉพาะเห็ด กลับแบกไม้นั้นมาทั้งท่อนซึ่งหนักมาก
กลับมาถึงบ้านเอามาให้ผมแล้วบอกว่า มันสวย
อยากให้ผมวาดรูปดอกเห็ดที่ขึ้นบนโคนไม้โคนนี้
ผมฟังแล้วอึ้งมาก ตั้งใจวาดภาพนั้นมากที่สุดในชีวิต
ขณะที่วาดคิดอยู่เสมอว่ามีสายตาของแม่มองอยู่ด้วยความชื่นชมและให้กำลังใจ"
เขาบอกน้ำรื้นดวงตา

เหมือนเคราะห์ซ้ำ เพราะอีกไม่นานหลังจากนั้น แขนที่เคยมีแรงวาดรูปเริ่มมีอาการเดียวกับขา
คือไม่มีเรี่ยวแรง จะหยิบจะจับอะไรแต่ละครั้งต้องใช้กำลังมหาศาล และเหนื่อยแทบขาดใจ
ไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นโรคเดิม
นั่นหมายความว่าเขาจะกลายเป็นคนพิการเต็มรูปแบบทั้งแขนและขาใช้การไม่ได้
ช่วยเหลืออะไรตัวเองไม่ได้เลย

แล้วรู้สึกว่าต้องสู้อีกครั้งได้ยังไงตอนนั้น คู่สนทนา กลั้นใจถามเบาๆ
"ผมก็ซึมอยู่หลายวัน รู้สึกว่าประตูชีวิตถูกปิดตาย ทั้งๆ ที่ผมยังมีชีวิตอยู่" เขาสารภาพ

"แต่เหมือนชะตาลิขิต เพราะค่ำวันหนึ่งผมเผอิญนึกได้ว่าเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
เป็นหนังสือที่รวบรวมเอาความมหัศจรรย์ของโลกเอาไว้
มีเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่พิการเหมือนผม แต่เขาพยายามวาดรูปโดยใช้ปาก"

เขาบอกว่า วินาทีนั้นเขาลองก้มลงคาบพู่กันแล้วพยายามขีดเส้นไปมาดู
แต่รู้สึกว่าต้องเกร็งและใช้พลังที่กล้ามเนื้อปากอย่างมหาศาล
คิดว่ายังไงก็ไม่มีทางทำได้เหมือนผู้ชายที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้นแน่นอน

"รู้สึกท้ออย่างมาก แต่ก็นึกถึงแววตาของแม่แล้วทำให้ผมมีแรงอึดขึ้นมาทุกครั้ง
คืนนั้นทั้งคืนพยายามหาวิธีอยู่ว่าทำอย่างไรให้เอาปากคาบพู่กันวาดรูปให้ได้
กระทั่งลองเอาลิ้นดุนด้ามพู่กันให้ไปอยู่ในตำแหน่งตรงกับฟันกราม
แล้วลองพยักหน้าขึ้นลงเพื่อลากเส้น ปรากฏว่าใช้แรงน้อยลงมาก
ไม่ต้องเกร็งปากและขากรรไกรมากด้วย ลองฝึกไปฝึกมา
แล้วก็ดีใจว่า ถึงแขนและขาจะไม่มีแรง แต่ยังไงก็วาดรูปได้แน่นอน"

อาจารย์ทนงยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะเล่าถึงวินาทีชีวิต
ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคครั้งหนักหนาที่สุดในชีวิตให้ได้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
รุ่งขึ้นจากวันนั้นได้บอกกับทุกคนในบ้านว่า ถึงแม้แขนขาจะใช้การไม่ได้อีกต่อไป
แต่จะใช้ปากวาดรูปให้ได้ ตอนแรกทุกคนคิดว่าเขาผิดหวังท้อแท้กับชีวิตมากจนสติแตกไปแล้ว
แต่เมื่อเขาพยายามคาบดินสอมาลากเส้นไปมาพอเป็นรูปเป็นร่างให้ดู ก็อึ้งไปตามๆ กัน

"แม่ร้องไห้ เพราะดีใจที่ผมตัดสินใจที่จะสู้ หลังจากนั้นเขาหายไปพักหนึ่ง
แล้วกลับมาพร้อมกับไม้ไผ่เหลามาเกลี้ยงเกลา
แล้วเอาพู่กันผูก เป็นไม้ด้ามยาวๆ ให้ผมคาบ
เพื่อให้วาดรูปได้สะดวกขึ้น ผมลองเอาพู่กันที่แม่ประดิษฐ์ให้มาคาบไว้ในปากแล้ววาด
วาด วาด รสหวานจากไม้ไผ่สดๆ กำซาบสู่สิ้น
เหมือนรสความเป็นห่วงความรักที่แม่มีต่อผม
วินาทีนั้นผมคิดว่า ต่อให้อุปสรรคมากแค่ไหน เพื่อแม่ผมจะผ่านมันไปให้ได้"


แล้วทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่เขาตั้งใจ เพราะนับจากวันนั้น
เด็กชายทนงผู้ง่อยเปลี้ยเสียมือและขา
กลายเป็นจิตกรที่ใช้ปากวาดรูปที่ได้รับการยอมรับเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับการอุทิศตัวเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกผู้คน โดยเฉพาะคนพิการ

"ชีวิตตอนนี้ของผม มีแม่ มีน้องและหลานๆ คอยดูแล
พวกเราพยายามทำอะไรให้เป็นเวลา ทำพร้อมกัน เช่น กินข้าว
ถ้าวันนี้ไปไหนกับหลาน หลานกินคำ ผมกินคำ สลับกัน
พวกเราปรับตัวร่วมกันมานานพอสมควร
แต่อะไรที่ทำได้ หรือพอจะอดทนได้ไม่รบกวนกันมากเกินไป
ผมก็พยายามที่จะทนและทำเอง"

ชายหนุ่ม บอกว่า คนพิการหลายคนที่เขาไปพบ ช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่าเขามาก
แต่คนเหล่านั้นขาดแรงใจ การพูดคุยของเขากับคนเหล่านั้นอาจจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง
แต่เรื่องการดูแลกันเองของคนในครอบครัวสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

 

เขาเจอประสบการณ์นี้มากับตัวเอง เข้าใจมันดี
ก้าวสุดท้ายที่ขาย่างลงไปบนพื้นไม่ใช่จุดสิ้นสุดแห่งความก้าวหน้าของชีวิตเสมอไป
มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความก้าวหน้าในอนาคตก็ได้

หากท่านสนใจเรื่องราวในชีวิตจริงของ "ทนง โครตชมพภู"
จากชายผู้มานะพลิกวิกฤตในชีวิตของตนเองจนเป็นโอกาสอย่างละเอียด
ท่านสามารถหาอ่านได้จากหนังสือ ชีวประวัติของเขา
"ชีวิตทนง “อหังการ์ของหัวใจ ที่ร่างกายไม่อาจกักขัง  ได้ตามร้านหนังสือทั่วไป
หวังว่าท่านจะมีสุขใจและภาคภูมิที่ได้เกิดมาครบ 32 ประการและยังคงรักษามันไว้ได้

ขอบคุณ คุณbarcelouis สำหรับ mv และขอบคุณ คุณสายลมที่ผ่านมา สำหรับบทความ
และที่ขาดไม่ได้ ขอขอบคุณคุณทนง โคตรชมภูครับ

ตอนนี้มีอยู่ ๒ คำ คำหนึ่ง คือ คว่ำบาตร จากเด็กมัธยมต้น โทรศัพท์มาถาม
โดยบอกมาว่าได้ยินตลอดเวลา รู้ความหมายว่า หมายถึง ไม่เอาด้วย ไม่ร่วมด้วย
แต่ไม่รู้ว่าสำนวนนี้มีที่มาอย่างไร จึงเรียกว่า 'คว่ำบาตร'
บาตร นั้น หมายถึง บาตรพระสงฆ์ใช่ไหม

         

คว่ำบาตร ค้นคว้าจากหนังสือหลายเล่ม จึงพบจากหนังสือเกร็ดภาษา
หนังสือไทย ของ อาจารย์โสมทัต เทเวศร์ ท่านว่า
'บาตร' นั้น เป็นที่รู้กันว่าเป็นหนึ่งในอัฐบริขาร
(เครื่องใช้แปดอย่างของพระภิกษุ ที่พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธบัญญัติไว้)
         
เมื่อพระภิกษุออกบิณฑบาต ประคองบาตรเดินไปยังเคหสถานของผู้ใด
ก็หมายความว่ามาบิณฑบาต ท่านจะหยุดประคองบาตรเอาไว้
และเปิดฝาบาตรรับอาหารที่เจ้าของบ้านนำมาตักบาตร
โดยไม่ต้องพูดจา เป็นธรรมสืบมาแต่สมัยพระพุทธองค์
         
ส่วนเรื่อง คว่ำบาตร นั้น อาจารย์โสมทัต เทเวศร์ ท่านเล่าตำนานเอาไว้
(ขออนุญาตท่านตัดตอนมาลงโดยละเอียด) ดังนี้
         
"การคว่ำบาตรนั้น เป็นการคว่ำจริงๆในเมืองไทยเรายังไม่เคยได้ยินว่าได้ทำการคว่ำบาตรจริงๆที่ไหน
เคยทราบแต่ว่าได้มีขึ้นในลังกาครั้งหนึ่ง ตามเรื่องว่า

มีกษัตริย์ลังกาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระยาทาโฐปดิษย์ที่ ๒
หรือเรียกตามพระนามเดิมว่า หัตถทาฐกุมาร
พระราชาพระองค์นี้จะทรงสร้างวิหารลงในที่แห่งหนึ่ง
แต่พระเถระเจ้าทั้งหลายไม่เห็นพ้องด้วย ห้ามว่าสีมานี้ไม่ควรมี
แต่พระองค์ก็ไม่ทรงเชื่อฟัง ได้ทำไปตามความพอพระทัยของพระองค์
พระเถระเจ้าทั้งหลายทราบเรื่องว่า พระราชาไม่เชื่อฟังพระสงฆ์ที่ทักท้วง
ก็พากันลงทัณฑกรรมสวดคว่ำบาตรพระราชา
         
การที่พระราชาถูกสวดคว่ำบาตรนั้น
เป็นไปตามพระบาลีที่มีมาในพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงตั้งเป็นพุทธอาญาไว้
มีความว่า อสัทโธ โย อุปาสิโก อุบาสกใดผู้ไม่เลื่อมใสศรัทธา
มิได้เชื่อฟังคำพระวินัยแลได้เพียรพยายามจะให้ภิกขุเสื่อมทรามจากลาภสักการะทั้งปวง
ปากกล้าสาบาน ด่าทอต่อตีสงฆ์องค์เจ้า ก็ต้องในบทว่า ปัตจานิกุชชนัง ตัสสกัตตัพพัง
คือให้สงฆ์พึงกระทำการคว่ำบาตรแก่อุบาสกนั้น
          
ครั้นว่า อุบาสก อุบาสิกา ที่ถูกสวดคว่ำบาตร รู้สำนึกโทษและได้มาขอขมาโทษต่อพระสงฆ์แล้ว
จึงให้ภิกษุถือบาตรหลายไปอย่างบิณฑบาต
แล้วไปยืนอยู่ที่ประตูบ้านของอุบาสกอุบาสิกาที่ถูกคว่ำบาตรนั้น
เป็นการแสดงว่า สงฆ์ได้ยกโทษให้แล้ว"
          
คว่ำบาตร จึงมาจากธรรมเนียมทางฝ่ายสงฆ์ หมายถึงไม่สมาคมด้วย
ต่อมาทางฆราวาสโดยเฉพาะวงการการเมืองและธุรกิจ
จึงนำมาใช้บ้างจนเป็นสำนวนที่แพร่หลายทั่วไป

ต่อมาเป็นคำที่เด็กมัธยมถามมานานแล้ว แต่ยังหาโอกาสเหมาะตอบไม่ได้
คือคำว่า 'หัวลำโพง' ถามว่า 'หัวลำโพง' หมายความว่ากระไร

          

คำว่า หัวลำโพงนี้ คงตอบอย่างที่ศัพท์ปัจจุบันเขาว่า 'ฟันธง' ลงไปเลยไม่ได้
          
เพราะคำตอบหนึ่งเป็นคำตอบอย่างสันนิษฐาน โดยอ้างคำบอกเล่าจากคนสมัยก่อนโน้น
อีกคำตอบหนึ่งอ้างตามพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง
         
ว่าตามคำบอกเล่าที่อ้างกันว่าเป็นคำบอกเล่าจากคนสมัยรัชกาลที่ ๕ ก่อน
ท่านว่า สมัยรัชกาลที่ ๕ เรียกแถบนี้ว่า 'ทุ่งวัวลำพอง'
ต่อมามีรถลาก เจ๊กลากรถแกพูดไม่ชัด กลายเป็น 'ฮั่วน่ำโพ้ง'
คนไทยยุคหลังเห็นว่าน่าจะเป็นคำไทยว่า 'หัวลำโพง' ก็เลยเป็นหัวลำโพงมาจนทุกวันนี้
         
ทีนี้ ผู้เล่าได้ไปอ่านพบพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ ๕ องค์หนึ่ง เป็นพระราชหัตถเลขา
พระราชทานไปยังเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
เมื่อยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์
เจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓

พระราชหัตถเลขานี้ทรงแสดงถึงความห่วงใยว่า
สถานที่ที่เคยเรียกกันอย่างไทยๆจนพลอยเรียกชื่อเพี้ยนตามอย่างฝรั่งไปเสียหมดตอนหนึ่งว่า
"เช่น หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยเราพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง
นี่เป็นเรื่องที่ควรจะฟาดเคราะห์จริงๆ"

ผู้เล่าลองค้นดูเอกสารต่างๆถึงเรื่องหัวลำโพงและวัวลำพอง
ปรากฏว่า พบในพระราชหัตถเลขา พระราชทานกรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล
เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ เรื่องเพลิงไหม้บ้านเรือนนายเอี่ยม ว่า
"บ้านเรือนนายเอี่ยม ซึ่งตั้งอยู่ริมวัดวัวลำพอง"

แต่พระราชหัตถเลขา เรื่องเดียวกัน พระราชทานลงไปเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘
ทรงเรียกตำบลที่วัดวัวลำพองตั้งอยู่ว่า 'ตำบลหัวลำโพง' ดังนี้
        
"ด้วยได้รับหนังสือมีมาที่กรมขุนสมมตอมรพันธ์ ลงวันที่ ๑๓ เดือนนี้ ส่งร่างประกาศ
ห้ามการปลูกเรือนโรงกำบังด้วยไม้ขัดแตะ หรือแผงในที่เพลิงไหม้ ตำบลหัวลำโพง
มาขออนุญาตออกประกาศนั้น ทราบแล้ว อนุญาต"
         
แสดงว่า ในรัชกาลที่ ๕ นั้น
เรียกวัดที่ตำบลหัวลำโพงว่า วัดวัวลำพอง
แต่เรียกตำบลว่าตำบลหัวลำโพง
        
เมื่อเป็นดังนี้ ผู้เล่าจึงใคร่ขอสันนิษฐานเองว่า
ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อขุดคลองผดุงกรุงเกษม
พื้นที่ฟากเหนือคลองผดุงใต้ป้อมผลาญไพรีราบ คงเรียกกันว่า หัวลำโพง
อาจเป็น หัวทุ่ง หัวนาที่มีต้นลำโพงขึ้นอยู่มาก
(ทำนองเดียวกับวัดตะเคียน ซึ่งเดิมมีทุ่งตะเคียนเป็นที่พักเกวียน)

ทีนี้ ในรัชกาลที่ ๔ โปรดฯให้ขุดคลอง ใต้ป้อมผลาญไพรีราบ
จากคลองผดุงฯ ออกไปบรรจบกับคลองพระโขนง
โกยดินขึ้นมาทำถนนเรียกว่าถนนตรง
(คือถนนพระราม ๔ ปัจจุบันนี้ พวกจีนที่อยู่มาก่อนคงจะเรียกแถบนี้ว่า 'ฮั่วน่ำโพ้ง'
แต่พวกฝรั่งที่เพิ่งไปๆมาๆ (ตามพระราชหัตถเลขา) คงเรียกตามสำเนียงฝรั่งว่า ฮั่วลำพอง
หรืออะไรๆที่คล้ายกับ 'วัวลำพอง'
วัดเก่าที่มีอยู่ไม่เคยมีชื่อเป็นเรื่องเป็นราวเลยพลอยเป็นวัดวัวลำพองไปด้วย
          
ก็เป็นอันว่า แล้วแต่ผู้ใดจะเชื่อ
เชื่อว่า เดิมชื่อ วัวลำพอง แล้วเจ๊กเรียกเพี้ยนเป็น ฮั่วน่ำโพ้ง ไทยเลยเรียก หัวลำโพง
หรือ เดิมชื่อ หัวลำโพง อยู่แล้ว ฝรั่งเรียกเพี้ยนเป็นวัวลำพอง
ไทยพลอยหาว่าชื่อหัวลำโพง มาจากเจ๊กเรียก ฮั่วน่ำโพ้ง
แล้วแต่จะพิจารณากันเอง
 
ที่มา บทความเรื่อง "คว่ำบาตร" และ "หัวลำโพง" สำนวนนี้มีที่มาอย่างไร
โดย  จุลลดา ภักดีภูมินทร์ หนังสือสารคดี
ฉบับที่ 2687 ปีที่  52 ประจำวัน  อังคาร ที่  18 เมษายน  2549

คัดลอกมาจาก
"คว่ำบาตร" และ "หัวลำโพง" สำนวนนี้มีที่มาอย่างไร
รูปภาพ wikipedia
 

Related links


Version 1 จากราชบัณฑิตยสถาน

"แพะรับบาป" เป็นสำนวนที่พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
ให้บทนิยามว่า "คนที่รับเคราะห์กรรมแทนผู้อื่นที่ทำกรรมนั้น"
ปัจจุบันคนที่เป็น "แพะรับบาป" บางทีก็เรียกกันสั้น ๆ ว่าเป็น "แพะ" 

สำนวน "แพะรับบาป" ชวนให้สงสัยว่า เหตุใดจึงต้องเป็น "แพะ" ที่รับบาป  
พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล ฉบับราชบัณฑิตยสถาน มีข้อมูลที่ช่วยไขข้อข้องใจได้ดังนี้

แพะรับบาป มาจากภาษาอังกฤษว่า scapegoat  ในศาสนายิว
ที่มาของคำนี้ปรากฏในคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม
ซึ่งเป็นคัมภีร์ของชาวอิสราเอลที่มีภูมิหลังเป็นผู้เลี้ยงแพะหรือแกะเป็นอาชีพ 

แพะรับบาปเป็นพิธีปฏิบัติในวันลบบาปประจำปีของชาวอิสราเอล
ซึ่งเริ่มด้วยการที่ปุโรหิตถวายวัวเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของตนเองและครอบครัว
เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ปุโรหิตจะนำแพะ ๒ ตัวไปถวายพระเป็นเจ้าที่ประตูเต็นท์นัดพบ
และจะเป็นผู้จับสลากเลือกแพะ ๒ ตัวนั้น 

สลากใบที่ ๑ หากตกแก่แพะตัวใด แพะตัวนั้นจะถูกฆ่าและถวายพระเป็นเจ้า
เป็นเครื่องบูชาเพื่อไถ่บาปของประชาชน เรียกว่า "แพะไถ่บาป" 

ส่วนสลากใบที่ ๒ หากตกแก่แพะตัวใด แพะตัวนั้นจะถูกนำไปถวายพระเป็นเจ้าทั้งยังมีชีวิตอยู่
แล้วใช้ทำพิธีลบบาปของประชาชนโดยยกบาปให้ตกที่แพะตัวนั้น
เสร็จแล้วก็จะปล่อยแพะตัวนั้นให้นำบาปเข้าไปในป่าลึกจนทั้งแพะและบาปไม่สามารถกลับมาอีก 
แพะที่ถูกจับโดยสลากใบที่ ๒ นี้ เรียกว่า "แพะรับบาป" 

ส่วน "แพะรับบาป" ในศาสนาฮินดู มีผู้สันนิษฐานว่า
ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชายัญได้ออกจากร่างมนุษย์ไปสู่ร่างม้า
เมื่อฆ่าม้า ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชายัญก็ออกจากตัวม้าไปสู่ร่างโค
เมื่อฆ่าโคก็ไปสู่ร่างแกะ และจากแกะไปสู่แพะ 
ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชายัญคงจะอยู่ในตัวแพะนานที่สุด
ดังนั้นแพะจึงกลายเป็นสัตว์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้ฆ่าบูชายัญ
ซึ่งเป็นที่มาอีกอย่างหนึ่งของคำว่า "แพะรับบาป"

คำว่า scapegoat  บางตำราให้ข้อมูลว่ามาจาก escape+goat แปลว่า แพะที่หนีไป

ที่มา ราชบัณฑิตยสถาน 

Version 2 จากรายการ VRZO

ธรรมชาติของแพะนั้นเวลาที่มันตกใจ ข้อต่อของมันจะล็อค และวิ่งต่อไปไม่ได้
ดังนั้นฝรั่งที่เลี้ยงฝูงแกะ จึงนำแพะมาปะปนอยู่กับฝูงแกะ
เมื่อหมาป่าจะเข้ามากินแกะ หมาป่าจะได้กินแพะแทน เพราะแกะมีราคาสูงกว่า
จึงเป็นที่มาของสำนวน แพะรับบาป 

ที่มา รายการ VRZO



ช่วงนาทีที่ 3.45

Related links

เรื่องราวความรักเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อ 50 กว่าปีก่อน
โดยช่างตัดผมหนึ่งซึ่งมีฐานะยากจนคนหนึ่ง
กับหญิงสาวที่มีอายุอ่อนกว่ากัน 5 ปีแต่ได้ชื่อว่า เป็นสาวงามประจำหมู่บ้าน

หลังจากที่คนทั้งคู่คบหาดูใจกันได้สักระยะหนึ่ง จนมั่นใจในความรักที่ทั้งคู่มีให้กับกัน
ชายหนุ่มก็ได้เอ่ยปากขอหญิงสาวที่เค้ารักแต่งงาน
เป็นงานแต่งงานที่ไม่มีพิธีกรรมใหญ่โตอะไร ไม่มีเงินสินสอดทองหมั้นจำนวนมหาศาล
มีแต่เพียงคำมั่นสัญญาที่ชายหนุ่มนั้นได้มอบไว้ให้กับหญิงสาว

ว่าจะครองรัก ดูแลกันตลอดไป ทั้งในยามทุกข์และในยามสุข
จวบจนกระทั่งวันสุดท้ายในชีวิตของคนทั้งคู่นั้นเดินทางมาถึง

เวลาผ่านมา 50 ปี ชายหนุ่มและหญิงสาวนั้นครองรักกันจนแก่เถ้า
ความรักที่คนทั้งคู่มีให้กับกันตลอดกว่า 50 ปีที่ผ่านมาคงสามารถบอกได้ว่า
สม่ำเสมอและมีมากพอ จนทำให้ชีวิตบั้นปลายของคนทั้งคู่นั้น เรียกได้ว่า
เป็นชีวิตบั้นปลายของคู่รักคู่หนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยความสุขและคู่รักอีกหลาย ๆ คู่นั้นถวิลหา

แต่แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
คุณยายทองล้มป่วยลงด้วยอาการเป็นอัมพาตตลอดทั้งตัว
ไม่สามารถขยับเขยื้อนหรือว่าช่วยเหลือตัวเองได้แม้แต่น้อย
ไม่แม้กระทั้งจะเปล่งเสียงพูดคุยกับตาลอบ
ชายอันเป็นที่รักดั่งที่เธอเคยทำมาตลอดชั่วชีวิต

แม้ว่าบั้นปลายชีวิตคู่อันแสนสุขจะถูกพรากจากไป
และแทนที่ด้วยบั้นปลายชีวิตคู่อันแสนเศร้า
จากความทุกข์ทรมานของหญิงอันเป็นที่รัก
แต่คำมั่นสัญญา ทุกคำ ทุกตัวอักษรที่ตาลอบนั้นเคยมอบไว้ให้
กับยายทองก็ยังไม่มีคำใดนั้นเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย

ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ยายทองล้มป่วย
แทบจะทุกนาทีของชีวิตของตาลอบได้มอบให้กับ
การเฝ้าประคบประหงมดูแลคุณยายทองอย่างใกล้ชิด
ไม่ว่าจะเป็นในยามหลับหรือว่าในยามตื่น

"ตาสัญญาไว้ว่าจะ ดูแลยายไปจนกว่าถึงชีวิตของตา ถึงตายโน่นแหละ"

สิ่งใดที่ทำให้ชายคนหนึ่งยังสามารถดำรงรักษารักแท้
รักษาคำมั่นสัญญาที่มอบไว้ให้กับหญิงอันเป็นที่รัก
ได้อย่างมั่นคงและสม่ำเสมอมาจนถึงทุกวันนี้

แท้ที่จริงแล้วนี่คือ
บั้นปลายในชีวิตรักที่เป็น "โศกนาฎกรรม" หรือว่า "สุขนาฎกรรม"
นี่คือชีวิตคู่ที่เป็น "คู่บุญ" หรือว่า "คู่กรรม"
ไม่ว่านิยามความรักในหัวใจของคุณจะเป็นอย่างไร
ไม่ว่าศรัทธาในความรักจะยังคงหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่
ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นรักใครสักคน หรือว่า กำลังจะเริ่มต้นเลิกรักใครสักคน
 
เรื่องราวความรักของหญิงชราและชายชราคู่นี่
คงช่วยสร้างแรงสั่นสะเทือนในหัวใจของคุณได้ไม่มากก็น้อย

ติดตามเรื่องราวตำนานความรักอันยิ่งใหญ่แห่งเมืองเชียงคานนี้ได้ ในคนค้นคน ครับ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอขอบคุณ รายการคนค้นคน และ
ผมเพิ่งได้มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ รู้สึกได้ข้อคิดและความประทับใจมากมาย
จึงอยากส่งต่อสิ่งดีดีเหล่านี้ให้ทุกคนครับ
 
ใครยังไม่ได้ชมลองเข้าไปชมได้ตามลิงค์นี้ครับ
ขอบคุณคุณ ladyEdnaMode สำหรับวิดีโอดีดีเช่นนี้ครับ
 
ประโยคเตือนใจ
  • จงจำเอาไว้ว่า สิ่งที่เราต้องเสียสละคือชีวิตเท่านั้น ไม่ใช่น้ำตา
  • A:ฝึกคนนี่มันช่างยากเข็ญเหมือนกันนะ ท่านครู
    B:ทำสิ่งที่ยากแสนยากให้สำเร็จ อาศัยอะไรมึงรู้ไหม ไอ้แสง
    A:อาศัยอะไรขอรับ
    B:อาศัยคาถาเพียงแค่สี่คำ
    A:คาถาอะไรขอครับ
    B:ร่วมแรงร่วมใจ
    A:โฮ นึกว่าคาถา แล้วถ้าใช้แล้วมันเกิดไม่สำเร็จละ
    B:อาศัยคาถาอีกสองคำ
    C:คาถาอะไรขอรับ
    B:แลกชีวิต
  • ความห่วงใยแผ่นดินปลุกให้กูลุกขึ้นมาทุกวัน
    มีความหวังว่าความคิดของกูคงไม่โดดเดี่ยว
    แล้วกูก็มีความหวังว่า
    ความห่วงใยบ้านเกิดจะปลุกให้ทุกคนตื่นขึ้นมาพร้อมกัน
  • ชีวิตกูจบแล้ว
    แต่ประเทศชาติ...ต้องไม่จบ
  • ประวัติศาสตร์ของชาติ
    มักถูกเขียนไว้ด้วยเลือดของวีรชน
    ขุนรองปลัดชูและกองอาสาจากวิเศษชัยชาญ 400 คน
    คือต้นธารแห่งจิตวิญญาณที่เสียสละของชาวบ้านธรรมดา
    ผู้มีสิทธิ์รักและหวงแหนแผ่นดิน
    ได้เท่าชนชั้นปกครอง
    แต่น่าเสียดายนัก
    ที่พงศาวดารบันทึกเรื่องราวของพวกท่าน
    ไว้เพียงแค่ 2 บรรทัด
  • เพลง คนดีไม่มีวันตาย

    แม้ไม่มีใครรู้แต่เรารู้ รู้ว่าเรานั้นทำเพื่อใคร
    ไม่ว่าวันพรุ่งนี้มันจะเป็นเช่นไร ก็จะไม่เสียใจกับสิ่งที่่เราได้ทำ
    ฟ้าและดินไม่เห็นไม่เป็นไร ไม่ได้หวังให้ใครจดจำ
    แม้ยากเย็นแค่ไหน ไม่เคยบ่นสักคำ ไม่มีใครจดจำ แต่เราก็ยังภูมิใจ

    จะปิดทองหลังองค์พระปฎิมา จะยอมรับโชคชะตาไม่ว่าดีร้าย
    ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ถึงเวลาก็ต้องไป เหลือไว้แต่คุณงามความดี
    ขอเทิดทูนศักดิ์ศรียิ่งสิ่งใดแม้แต่ลมหายใจก็ยอมพลี
    โลกยังไม่สิ้นหวัง ถ้ายังมั่นในความดี ศรัทธาไม่เคยหน่ายหนี
    คนดีไม่มีวันตาย คนดีไม่มีวันตาย

ขอบคุณทุก ๆ ฝ่าย ทุก ๆ คนที่ทำให้เกิดหนังดี ๆ เช่นนี้
ที่ขาดไม่ได้ ขอกราบแทบเท้าวีรชนผู้กล้า ที่ทำให้กระผมมีแผ่นดินอาศัยอยู่จนทุกวันนี้

คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า ในแสงอาทิตย์นั้น มีรังสีอัลตราไวโอเลตอยู่

หากเราได้รับรังสีนี้มากเกินไปจะเป็นอันตรายกับร่างกาย เพราะฉะนั้น
ธรรมชาติจึงสร้างให้ผิวของเรามี "เม็ดสีเมลานิน" ที่มีสีน้ำตาลอยู่
เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตมากจนเกินไป

เม็ดสีเมลานินนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อผิวของเราได้รับแสงอาทิตย์มากขึ้น
ดังนั้น "ทุกครั้งที่ตากแดดนาน ๆ สีผิวของเราจะค่อย ๆ ดำขึ้น
จากเม็ดสีเมลานินที่เพิ่มมากขึ้น"

คัดลอกโดย เรื่องดีดีมีไว้แบ่งปัน http://pbmath.exteen.com
ที่มา หนังสือ ลูกช่างถาม ตอบไม่ได้...อายแย่เลย...!!

Related Links

นี่คือความรอบคอบของธรรมชาติ ธรรมชาติรู้ว่าหลังคลอดทารกส่วนใหญ่ดื่มนมแม่
ดังนั้น ต้องไม่ให้ฟันโผล่จากเหงือกทันทีด้วยเหตุผล 2 ประการ

ประการแรก เมื่อไม่มีฟัน แค่ใช้เหงือกกัดนมแม่ขณะดูดนม คงไม่เจ็บเหมือนโดนฟันกัด
ประการที่ 2 หากลูกกัดนมแม่เจ็บบ่อย ๆ แม่ก็อาจปฏิเสธไม่ให้ลูกกินนมได้


แต่มีบ้างเหมือนกันที่คลอดออกมาพร้อมฟันอย่างน้อย 1 ซี่ กรณีนี้ประมาณ 1 ในทุก ๆ 2000 ราย 

แปลกที่คนดังในโลกหลายคน เช่น จูเลียส ซีซาร์, ฮันนิบัล , ชาร์เลอมาญ, นโปเลียน, มุสโสลินี และฮิตเลอร์ โผล่ออกจากท้องแม่พร้อมฟันที่พัฒนาขึ้นแล้ว 1 ซี่
 
จึงมีคำถามว่า แม่ของพวกเขาต้องเจ็บปวดทุกครั้งที่ลูกดูดนม
ก่อให้เกิดการตอบสนองความต้องการของลูกในทางลบ
ถึงขั้นปฏิเสธให้นมและ/หรือความรักความอบอุ่นหรือเปล่า ?
ส่งผลให้ลูกชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปในวัยเด็กด้วยการแสวงหาอำนาจ เป็นผู้นำโลกในเวลาต่อมา ?


แค่คิดก็สนุกแล้ว

ที่มา หนังสือ The Odd Body มหัศจรรย์ แห่งร่างกาย โดย สตีเฟ่น ฮวน
คัดลอกโดย เรื่องดีดีมีไว้แบ่งปัน http://pbmath.exteen.com

นาฬิกา คือเครื่องบอกเวลา มีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน เป็นต้นว่า

เรียกตามชนิดของสิ่งที่ใช้บอกเวลา เช่น นาฬิกาแดด นาฬิกาน้ำ นาฬิกาทราย
เรียกตามลักษณะการนำไปใช้ เช่น นาฬิกาพก นาฬิกาแขวน
เรียกตามประโยชน์ใช้สอย เช่น นาฬิกาปลุก นาฬิกาจับเวลา

คำว่า นาฬิกา มาจากคำภาษาบาลีว่า นาฬิเกร (อ่านว่า นา-ลิ-เก-ระ) แปลว่า มะพร้าว
ทั้งนี้เพราะเครื่องบอกเวลาแต่เริ่มแรกนั้นใช้กะลามะพร้าวเจาะรูลอยน้ำ
เมื่อกะลานั้นจมครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่า นาฬิกาหนึ่ง  

จึงนำคำว่า นาฬิกา มาใช้เป็นเครื่องบอกเวลาและช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ปัจจุบันคำว่า นาฬิกา นอกจากจะหมายถึงเครื่องบอกเวลาแล้ว
ยังใช้เป็นคำลักษณนามบอกลำดับเวลาตามชั่วโมง

โดยให้เริ่มนับ ๑ นาฬิกา เมื่อเวลาผ่านเที่ยงคืนไป ๑ ชั่วโมง
และนับเรื่อยไปจนถึงเที่ยงคืนเป็นเวลา ๒๔ นาฬิกา
ใช้ตัวย่อว่า น. (อ่านว่า นอ) เขียน น หนู มีจุด

ที่มา:บทวิทยุรายการ"รู้ รัก ภาษาไทย"ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

คัดลอกมาจาก: ราชบัณฑิตยสถาน

Related links

อาจารย์เซนผู้หนึ่งมีศิษย์ที่ชอบร้องทุกข์คร่ำครวญอยู่คนหนึ่ง
และเนื่องจากทัศนะคติที่คับแคบนี้เอง ทำให้ศิษย์ผู้นี้มักจะมีแต่ความทุกข์กังวลจิตใจไม่เป็นสุข

      
วันหนึ่งอาจารย์เซนสั่งให้ศิษย์คนดังกล่าวไปตลาดซื้อเกลือมาถุงหนึ่ง
เมื่อศิษย์กลับมาจึงสั่งให้นำเกลือมาหยิบมือหนึ่ง โปรยลงไปในแก้วบรรจุน้ำ

แล้วให้ศิษย์ดื่มลงไป พลางกล่าวถามว่า “รสชาติของน้ำเป็นอย่างไร?”

“เค็มจนขม” ศิษย์ตอบด้วยใบหน้าเหยเก
      
จากนั้น อาจารย์เซนได้พาศิษย์ไปยังริมทะเลสาบ
สั่งให้นำเกลือที่เหลือโปรยลงไปในทะเลสาบจนหมดสิ้น แล้วกล่าวว่า
“ลองดื่มน้ำจากทะเลสาบดูสิ” ศิษย์จึงก้มตัวลงไปวักน้ำจากทะเลสาบขึ้นมาดื่ม

       
อาจารย์เซนถามอีกว่า “คราวนี้รสชาติเป็นอย่างไรบ้าง?”
ศิษย์ตอบว่า “รสชาติหวานสะอาด บริสุทธิ์ยิ่ง”
“ยังมีรสเค็มหรือไม่?” อาจารย์ถามต่อ
“ไม่มี” ศิษย์ตอบ
       
อาจารย์เซนได้ฟัจึงผงกศีรษะเล็กน้อย ยิ้มพลางเอ่ยสืบไปว่า
“ความทุกข์ในชีวิตคนเราก็เป็นดั่งเกลือ
มันจะมีรสเค็มหรือรสจืด ล้วนขึ้นอยู่กับภาชนะที่รองรับ
ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะเป็นน้ำหนึ่งแก้ว หรือเป็นลำน้ำสายหนึ่ง”
 
ปัญญาเซน : คนเราหากต้องการใช้ชีวิตบนโลกอย่างมีความสุข ทุกข์น้อย
วิธีการคือต้องลดความทุกข์ เปิดใจให้กว้าง เมตตาต่อตนเอง อดกลั้นต่อผู้อื่น
จึงจะมีชีวิตที่สุขสบาย ดำเนินชีวิตด้วยความเยือกเย็น นิ่งสงบ ไม่เร่งร้อน

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
 
Related Links: