เหตุผลที่พระไทยต้องโกนคิ้ว ไม่มีหลักฐานยืนยัน มีแต่เรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่า 

ในสมัยอยุธยาที่ไทยรบกับพม่า 
พม่าส่งทหารปลอมตัวเป็นพระ ลอบเข้ามาสืบข่าวในพระนคร 
พระเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งให้พระไทยโกนคิ้วทิ้ง 
พระที่ไม่ได้โกนคิ้วก็แสดงว่าเป็นพวกพม่า จับไปสอบสวนได้ทันที 
หลังจากนั้นมาพระไทยก็โกนคิ้วมาตลอด
    
อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระวัดหนึ่งเห็นผู้หญิงเดินผ่านก็ยักคิ้วให้ 
ความทราบถึงสังฆราชเจ้า จึงออกเป็นคำสั่งแต่นั้นมาให้พระสงฆ์ไทยโกนคิ้ว 
จะได้ไม่ต้องยักคิ้วหลิ่วตาให้ผู้หญิง
    
อย่างไรก็ตาม เรื่องการโกนคิ้วไม่ปรากฏในพระวินัย จะโกนหรือไม่โกนก็ได้
มีแต่คณะสงฆ์ไทยเท่านั้นที่โกนคิ้ว ถือเป็นวัตรปฏิบัติที่สืบต่อกันมา

พระสงฆ์ในประเทศอื่น ๆ ไม่ได้โกนคิ้ว และยืนยันว่าควรจะไว้คิ้ว
เพราะคิ้วเป็นเครื่องป้องกันมิให้เหงื่อไคลไหลเข้าตา
 
ที่มา 108 ซองคำถาม

เย็นตาโฟไม่ใช่ภาษาไทยแน่นอน ยิ่งเป็นชื่อเรียกก๋วยเตี๋ยวชนิดหนึ่งด้วยแล้ว
ชื่อนี้ต้องมาจากภาษาจีนแน่ ๆ แต่ถ้าไปถามคนจีนในประเทศจีนว่า
เคยกินเย็นตาโฟไหม เขาคงงง !
เพราะ"เย็นตาโฟ" เป็นภาษาจีนที่เรียกอย่างสะดวกปากคนไทย

อาจารย์นพพร สุวรรณพานิช ผู้จัดทำพจนานุกรมหัวป่าก์และปลายจวัก กล่าวถึงอาหารชนิดนี้ว่า
เย็นตาโฟที่เราชอบกินกันนั้น ภาษาจีนแต้จิ๋ว เรียกว่า ยี่อ่องเต่าฝู่

เป็นอาหารคาวใส่ผักบุ้ง เต้าหู้ เลือดหมู ภาษาอังกฤษพูดว่า brewed bean curd

ชื่อ ยี่อ่องเต่าฝู่ คนไทยเรียกกันไปเรียกกันมา ก็กลายเป็น เย็นตาโฟ
เรื่องภาษาเพี้ยนนี่ เป็นเรื่องถนัดของคนไทย ภาษาต่างชาติที่ออกเสียงยาก
คนไทยจะดัดแปลงให้เข้ากับลิ้นตัวเอง...สบายไป

เย็นตาโฟที่ชาวไทยกินอยู่เวลานี้ ต้องใส่ซอสแดง
(บางทีอาจใช้เต้าหู้ยี้มาก่อน แล้วเปลี่ยนเป็นซอสแดงให้ถูกสตางค์ลง) ปลาหมึกกรอบ
บางร้านใส่แมงกะพรุน แต่ระยะหลังมีคนเจ้าคิด (อาจคิดโดยผู้นิยมอาหารมังสวิรัติ)
ใช้เห็ดหูหนูขาวแทน ขอยกนิ้วให้คนคิด เพราะเห็ดหูหนูขาวเคี้ยวเพลิน
ให้สัมผัสเหมือนแมงกะพรุน แต่ไม่เหม็นคาวเลย

ที่มา 108 ซองคำถาม

อาจารย์คนหนึ่งชวนลูกศิษย์เดินไปตามชายหาด ช่วงหนึ่งของการสนทนา

อาจารย์ใช้ไม้เท้าขีดเส้นสองเส้นลงไปบนผืนทราย 
เป็นเส้นคู่ขนาน ยาว 5 ฟุต และ 3 ฟุต ตามลำดับ

อาจารย์กล่าวว่า "เธอลองทำให้เส้น 3 ฟุต ยาวกว่าเส้น 5 ฟุต ให้ดูหน่อยสิ"

ลูกศิษย์หยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจลบรอยเส้นที่ยาว 5 ฟุตนั้น
ให้สั้นลงจนเหลือเพียง 1 ฟุต จึงทำให้เส้น 3 ฟุตโดดเด่นขึ้นมา 
แล้วศิษย์ก็สบตาอาจารย์พลางขอความเห็นว่า 
"เช่นนี้ ใช้ได้หรือยังครับ"

อาจารย์เขกหัวศิษย์เบา ๆ แล้วบอกว่า 
"คนที่คิดจะยกตนเองให้สูงขึ้นโดยการทำร้ายคู่แข่งนั้น
ไม่ใช่วิธีที่ดี ดังนั้นถ้าเลือกใช้วิธีนี้ชีวิตเธอก็มีแต่จะล้มเหลวไม่พัฒนา
ทางที่ดีควรเลือกวิธีที่จะยกตัวเองขึ้น โดยไม่ไปลดคนอื่นลง"

แล้วอาจารย์ก็ขีดเส้น 2 เส้นให้เท่าเดิม คือ 3 ฟุต และ 5 ฟุต 
แล้วอาจารย์ก็สาธิตให้ดู

ด้วยการขีดเส้น 3 ฟุตให้ยาวขึ้นเป็น 10 ฟุต แล้วกล่าวว่า 
"จงอย่าคิดว่าคู่แข่งของเธอคือศัตรู
แต่ให้คิดว่าเป็นครูของเธอ ที่เธอจะต้องพัฒนาตนเองให้เทียบเท่าหรือดีกว่า"

เขาคือคนสำคัญที่จะทำให้เธอได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม 
หากไร้คู่แข่งแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองมีศักยภาพในการทำงานขนาดไหน 
ไม่มีอัปลักษณ์ก็ไม่รู้จักสวยงาม

นักสู้ที่ดีมักชื่นชมคู่ต่อสู้ที่เข้มแข้ง 
เพราะคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอจะทำให้ชัยชนะของเขาไม่ยั่งยืนยง

ดังนั้นเมื่อได้พบกับคู่แข่งที่แกร่งและฉลาดล้ำ 
ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักขยับตัวเองขึ้นไปให้สูงส่งยิ่งขึ้น

คนที่พยายามจะเลื่อนตัวเองขึ้นไป โดยการฆ่าน้อง ฟ้องนาย และขายเพื่อน
ถึงแม้จะทำให้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จที่ปราศจากเกียรติคุณ
ไม่อาจเอ่ยอ้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ 

การเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยวิธีที่ไม่ชอบธรรม
กับการเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยปล่อยให้คนอื่นได้ก้าวไปตามวิถีทางของเขาอย่างเสรีนั้น
ย่อมมีผลลัพธ์ที่ต่างกัน

การเลื่อนตัวเองขึ้นพร้อมกับลดคนอื่นลง 
เธออาจจะชนะ แต่ก็มีศัตรูเป็นของแถม
แต่การเลื่อนตัวเองขึ้นโดยไม่ลดคนอื่นลง 
เธออาจเป็นผู้ชนะ พร้อมกับมีเพื่อนแท้เพิ่มขึ้นมากมาย

และหนึ่งในนั้นอาจเป็นคู่แข่งหรืออดีตศัตรูของเธอเองด้วย
เป็นสังคมแห่งความสำเร็จบนพื้นฐานของมิตรภาพโดยแท้

ที่มา http://www.pattanakit.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=471019&Ntype=128
 
Related Links
 

ขอบอกว่าไม่จริง เพราะเรื่องนี้เคยทดลองกันมาแล้ว

โดยให้เด็กผู้หญิงสองคนที่มีผมเท่ากันและการเิจริญของเส้นผมเท่ากัน
โดยให้คนหนึ่งตัดผมเดือนละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 นิ้ว
ส่วนอีกคนตัดเดือนละครั้ง ครั้งละ 2 นิ้ว
อีกหลายเดือนต่อมาก็ยังปรากฏว่าผมของเด็กผู้หญิงทั้ง 2 คนยาวเท่ากัน

"ปรกติผมของคนเราจะยาวเดือนละประมาณครึ่งนิ้ว
ผมจะหนาและงอกงามมากที่สุดเื่มื่อช่วงวัยรุ่น ไม่เกี่ยวกับการตัดผมบ่อย ๆ "

ที่มา หนังสือ ลูกช่างถาม ตอบไม่ได้...อายแย่เลย...!!?   

ตัดหางปล่อยวัด เป็นสำนวนหมายถึง ตัดขาดไม่เกี่ยวข้อง ไม่เอาเป็นธุระอีกต่อไป
เช่น เด็กคนนี้ถูกพ่อแม่ตัดหางปล่อยวัดเพราะประพฤติตัวเกกมะเหรกเกเร
ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่

สำนวนนี้มีที่มาจากการตัดหางไก่แล้วนำไปปล่อย
เพื่อสะเดาะเคราะห์หรือแก้เคราะห์ในสมัยโบราณ
มีหลักฐานในกฎมนเทียรบาลว่า เมื่อเกิดสิ่งที่เป็นอัปมงคล เช่น
มีวิวาทตบตีกันถึงเลือดตกใน พระราชวังต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์
โดยเอาไก่ไปปล่อยนอกเมือง เพื่อให้พาเสนียดจัญไรไปให้พ้น

ในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีประกาศกล่าวถึงการนำไก่ไปปล่อยที่วัดเพื่อสะเดาะเคราะห์
สันนิษฐานว่า ไก่ที่จะนำไปปล่อยที่วัดจะตัดหางเพื่อเป็นเครื่องหมายว่าเป็นไก่ที่ปล่อย
เพื่อการสะเดาะเคราะห์ด้วย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียง
แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ที่มา: http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=3153

Related links