บทความนี้คัดลอกมาจากหนังสือ อาจารย์ในร้านคุกกี้ โดยนิ้วกลม
ช่วงนี้ผมได้รับคำถามจากน้อง ๆ ที่รู้จักกันหลายคนในคำถามเดียวกันว่า
มีวิธีจัดการกับความล้มเหลวที่พุ่งเข้ามาเป็นชุดต่อเนื่องกันอย่างไรบ้าง
บางคนมีความฝันที่ชัดเจนมีความมุ่งมั่นเต็มที่
แต่เมื่อล้มเหลวหลายครั้งติดต่อกันก็ชวนให้ท้อใจ
ผมบอกน้องไปว่า ถ้าอยากชนะคงต้องยืนระยะ แล้วก็ลองหันไปมองดอกไม้
ต้นไม้บางชนิดนั้นไม่ได้มีดอกทุกฤดู ดอกไม้สวย ๆ ต้องรอเวลา รอดินฟ้าอากาศเป็นใจ
ไม่มีใครไปเร่งต้นไม่ให้ออกดอกได้ ไม่มีใครสามารถเร่งดอกไม้ให้ผลิบาน
ดอกไม้ทุกดอกล้วนรอกาลเวลาที่เหมาะสม แล้วมันจะเผยความงามออกมาให้เราชื่นชมเอง
ข้อแม้สำคัญคือต้นไม้ต้นนั้นต้องหยัดยืนต่อสู้กับสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายผ่านฤดูกาลต่าง ๆ ไปให้ได้
แล้ววันหนึ่งดอกไม้ก็จะบาน
เมื่อผมตอบมาถึงประโยคสุดท้าย ก็จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือชื่อเดียวกันนี้
"แล้ววันหนึ่งดอกไม้ก็บาน" ของสำนักพิมพ์มติชน จึงรีบไปหยิบมาพลิกดูอีกครั้ง
แล้วก็ได้พบบทเรียนจากอาจารย์ท่านหนึ่ง อาจารย์ของผมท่านนี้เป็นนักมวยครับ
อดีตแชมป์โลกชาวไทย- สมาน ส. จาตุรงค์
ก่อนชก
มวยคู่นี้เป็นมวยชิงแชมป์โลกไฟต์สำคัญ สมานต้องขึ้นชกกับฮุมเบอร์โต กอนซาเลส
ซึ่งเป็นสุดยอดมวยในรุุ่นหนึ่งร้อยห้าปอนด์
กอนซาเลสได้แชมป์โลกทั้งของไอบีเอฟและดับบลิวบีซีมาจากไมเคิล คาร์บาฮาล
สุดยอดมวยลีลาแพรวพราวอีกรายหนึ่ง
สามไฟต์ก่อนที่จะมาเจอกับสมาน เขาชนะน็อกมาสามครั้งรวด ตอนให้สัมภาษณ์ก่อนชก
เขาบอกกับนักข่าวว่า เอาให้เป็นสี่ครั้งเลยดีไหม เรียกได้ว่า ทั้งเก่ง ทั้งมั่นใจ
ยกที่หนึ่ง
สมานไม่ได้ชกที่เมืองไทย แต่ไปชกที่อเมริกา
กองเชียร์ห้าพันคนในสนามนั้นส่วนใหญ่เป็นเม็กซิกัน
แน่นอนว่าพวกเขาต้องเชียร์กอนซาเลส จะมีคนไทยบ้างก็เพียงหยิบมือเดียว
ยกแรกยังเป็นการดูเชิงกันทั้งสองฝ่าย
ยกที่สอง
กองเชียร์ถึงกับต้องฮือกันทั้งสนาม แล้วก็เงียบกริบ
เพราะสมานอัดกำปั้นขวาเข้ากลางลำตัวของกอนซาเลส
เล่นเอาลงไปนอนนับแปด แต่เขาก็ลุกขึ้นมาชกต่อได้แบบไม่บอบช้ำอะไรนัก
ยกที่สาม ยกที่สี่ ยกที่ห้า
พอโดนนับไปก่อน กอนซาเลสจึงเริ่มเดินเข้าใส่
เขามีชื่อเสียงเรื่องการรัวหมัดได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวอยู่แล้ว
สมานถอยวนไปได้แค่ยกสาม แต่พอยกสี่ห้าก็หนีไม่ออก เมื่อหนีไม่ออกก็ต้องสู้
ยืนแลกกันแบบใครดีใครอยู่ ผลคือสมานไปก่อน
ยกห้าสมานโดนนับ เพราะโดนต่อยเข้ากลางลำตัวในจังหวะที่กำลังหายใจเข้า
เล่นเอาหายใจไม่ออก กอนซาเลสเห็นสมานออกอาการ
จึงเดินเข้ามารัวหมัดชุดราวกับพายุไล่ถลุงอย่างต่อเนื่อง
ยกที่หก
สมานโดนนับอีกครั้ง เขาเริ่มถอดใจ เพราะตอนที่บวกกันในยกห้านั้น
เขาตะบันหมัดเข้าเต็มหน้าเต็มปลายคางกอนซาเลส
แต่รายนั้นกลับไม่มีอาการใด ๆ เลยแม้แต่น้อย สภาพของสมานก็ย่ำแย่
ตาปูดจนปิดไปข้างหนึ่ง บวมเป่งจนมองไม่เห็น ทำให้เขากะระยะไม่ได้
จึงได้แต่ต่อยไปตามสัญชาตญาณ
ตอนปลายยกเขายังโดยหมัดชุดจากกอนซาเลสไปอีกชุดใหญ่
จริง ๆ แล้ว กรรมการสามารถจับแพ้ได้ แต่โชคดีที่เขาโต้กลับไปหนึ่งหมัด
เพราะรู้ว่าถ้าไม่สวนกลับออกไปเลยจะต้องถูกจับแพ้แน่นอน
ตอนนั้นตาขวาของสมานปิดเกือบสนิท ร่างกายส่วนอื่น ๆ ยังดีแต่ใจท้อเสียแล้ว
ตอนพักยกหก กรรมการเข้ามาที่มุม เดินไปบอกเจ้าของค่ายว่า
ดูแล้วสมานไม่มีทางชนะได้เลย ให้อีกยกเดียวนะ
ถ้ายกเจ็ดขึ้นมา แล้วถูกยำอีกชุดเขาจับแพ้แล้วนะ
สมานคิดในใจ ใจหนึ่งก็ท้อ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้ว่ามีคนรอดูเขาอยู่แพ้ไม่ได้
ถ้าแพ้แบบถูกจับให้แพ้ยิ่งไม่ได้ จะแพ้ก็แพ้น็อกมันไปเลยดีกว่า
เขาจึงตัดสินใจสู้ถวายหัว อีกสามนาทีเท่านั้น-เขาบอกกับตัวเอง
ไม่มีถอย ตายเป็นตาย แลกกันให้รู้ไปเลย
ยกที่เจ็ด
กอนซาเลสเองก็พยายามต่อยเอาใจแฟน เขาจึงไม่ถอยแย็บวนเก็บคะแนนไปเรื่อย ๆ
ทั้งคู่จึงอัดกันเต็มที่ และแล้วการกัดฟันสู้ของสมานก็เป็นผล
ในระหว่างที่กำลังอัดหมัดเข้าใส่กันนั้น
เขาสวนหมัดขวาเข้าโดนเต็มหน้าของกอนซาเลสจนทรุดลงไปกองเลือดเต็มหน้า !
กรรมการนับแปด
สมานเห็นว่าเป็นจังหวะได้เปรียบจึงอัดหมัดเข้าไปอีกเป็นชุด
เขารู้ดีว่าโอกาสเดียวที่จะชนะคือต้องน็อกให้ได้
สมานรัวหมัดใส่ไม่ยั้ง ขณะเดียวกันกอนซาเลสก็ใช้สัญชาตญาณที่เหลืออยู่
สวนหมัดกลับมาเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายสมานฮุกซ้ายใส่จนเซ แล้วใส่ขวาเต็ม ๆ ไปอีกหมัด
แล้วเรื่องเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น กรรมการจับกอนซาเลสแพ้ !
จากมวยที่ไม่เห็นทางชนะ โดยต่อยจนตาปิด เขาฮึดสู้ขึ้นมาจนได้เป็นแชมป์
สู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีจนนิตยสารเล่มหนึ่งของอเมริกายกให้ไฟต์นี้เป็น
หนึ่งในสุดยอดไฟต์แห่งทศวรรษ 1990
หลังจากได้อ่านเรื่องราวของสมาน ส. จาตุรงค์ ผมจึงได้คิดว่า
บางจังหวะในชีวิตที่เราโดนหมัดชุดซัดเข้าใส่จนต้องเซถลาหรือล้มลงกองอยู่กับผืนผ้าใบนั้น
มันอาจจะไม่ใช่ยกสุดท้ายของชีวิต ยังมียกต่อไปให้ลุกขึ้นสู้ อยู่ที่เรายังมีใจที่จะสู้อีกไหม
ในฤดูที่แห้งแล้ง หรือฝนตกหนักจนต้นหญ้าไม่ได้โงหัว
ต้นไม้ต้นนั้นจะยังยืนหยัดยืนระยะรอวันที่สดใสต่อไปหรือจะยอมแพ้เหี่ยวแห้ง
หรือเน่าแฉะจนต้องล้มตายไปโดยที่ยังไม่มีโอกาสได้ออกดอกสวยงามให้โลกเห็น
ดินฟ้าอากาศยังมีฤดูถัดไป บนสังเวียนต่อสู้ยังมียกหน้า
สมานบอกว่าเขารู้ดีว่าเวลาแห่งโอกาสของเขาเหลืออีกเพียงสามนาทีเท่านั้น
ในยกที่เจ็ดเขาจึงสู้ยิบตา แบบตายเป็นตาย เหมือนเป็นยกสุดท้ายของชีวิต
เป็นสามนาทีที่ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะถอดใจ แต่สมานเห็นว่าเขาจะต้องใช้มันให้คุ้มค่า
เวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดกับสภาพร่างกายที่สะบักสะบอม
แทนที่จะบั่นทอนกำลังใจ กลับทำให้เขาฮึดสู้สุดตัว
นี่เป็นข้อแตกต่างระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้
ผู้ชนะนั้นเหมือนสปริง ยิ่งแรงกดรุนแรงก็ยิ่งเด้งกลับขึ้นไปแรง
หลังชัยชนะในวันนั้น มันทำให้เขาเชื่อว่าไม่มีความสำเร็จใดที่ได้มาโดยไม่ต่อสู้
การต่อสู้กับอุปสรรคและความล้มเหลวนั้นเปรียบเสมือนขั้นบันไดที่ทอดตัวไปสู่ความสำเร็จ
และการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดคือการต่อสู้กับด้านที่อ่อนแอของจิตใจของเราเอง
บางครั้งเราไม่ยังไม่แพ้ แต่ใจกลับยอมแพ้ก่อนที่เวลาจะหมดลงเสียอีก
เมื่อใจยอมแพ้ แค่นั้นเราก็แพ้แล้ว
คำว่า "แพ้" นั้นไม่ควรหลุดออกมาจากปากของเรา และไม่ควรให้ใครมาจับเราแพ้
แต่เราน่าจะสู้อย่างถึงที่สุด สู้แบบลืมคำว่าแพ้
เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ไม่ยอมแพ้คือผู้ชนะ
คัดลอกจาก หนังสืออาจารย์ในร้านคุกกี้ โดยนิ้วกลม