ที่มาของ ซี้ซั้ว

posted on 18 Feb 2012 22:17 by pbmath in WONDERS directory Knowledge
ซี้ซั้ว เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว
ในภาษาจีนแต้จิ๋วคำว่า ซี้ซั้ว เป็นคำประสม
มาจากคำว่า สี่ แปลว่า จำนวน ๔ กับคำว่า ซั้ว แปลว่า กระจัดกระจาย

ดังนั้น ซี้ซั้ว จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่ากระจัดกระจายออกไปทั้ง ๔ ทิศ
หมายถึง ไม่เจาะจง ไม่ระมัดระวัง ไม่มีเป้าหมายในทิศใดทิศหนึ่ง 
ใช้เปรียบการพูดหรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่ยั้งคิด
ไม่พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถูกต้องก่อนพูดหรือก่อนทำ
และไม่รับผิดชอบกับคำพูดของตนหรือการกระทำของตน


ในภาษาไทย ซี้ซั้ว มีความหมายว่า มักง่าย, ลวก ๆ เช่น
เวลาไม่สบาย อย่าซื้อยามากินซี้ซั้ว จะทำให้โรคดื้อยา
และยังใช้ในความหมายว่า พูดหรือทำไปอย่างส่ง ๆ โดยไม่คิดหรือไม่รับผิดชอบ
เช่น เวลาเลือกตั้ง ส.ส. จะซี้ซั้วเลือกไม่ได้ ต้องเลือกแต่คนดีและมีคุณธรรมเท่านั้น


ที่มา:บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.
 
คัดลอกมาจาก ราชบัณฑิตยสถาน

296.คนข้างๆ(Beside)

posted on 14 Feb 2012 09:13 by pbmath in PEACEMAKER directory Knowledge, Diary, Idea
ความสุขคืออะไร? คำถามที่เราอาจจะเคยได้ยินมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
ซึ่งบางคนอาจจะคิดถึงความสุขที่อยู่ไกลออกไป แต่สำหรับ 25 hours
นั้น
เลือกที่จะหยิบความสุขกับการที่มีคนที่เรารักอยู่ข้างๆกาย
มาร้อยเรียงเป็นเพลงซิงเกิ­­ลที่ 3 จากอัลบัม Colour In White

"คนข้างๆ" (Beside)
เพลงที่พูดถึงความรู้สึกดีดีที่เกิดขึ้น เมื่อเรามี"คนข้างๆ"
ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว,เพื่อน,หรือใครก็ตาม
ที่เข้ามาเป็นส่วน­­หนึ่งใน"การเดินทาง"ในชีวิตของเรา


 
เธอเห็นขอบฟ้านั้นไหม สักวันจะพาเธอไป
บนทางที่มี บางทีก็หกล้ม ไม่เป็นไร
มีเธอเป็นเพื่อนร่วมทาง จับมือเคียงข้างไม่ห่าง
แค่นี้ก็พอ ชีวิตก็มีครบแล้วทุกอย่าง

*ทำทุกวันที่มีงดงาม ด้วยกัน เชื่อว่าวันดีๆ มันจะรออยู่ที่ปลายทาง

**แค่เธออยู่ข้างๆ ก็เปลี่ยนให้ชีวิตฉันไม่เหมือนเก่า เธอทำให้ถนนของฉันสวยงาม
ในวันที่เราเริ่มเดินทาง แค่เพียงให้เธอเดินกับฉันข้างๆ
ก็ทำให้โลกนี้ ก็สดใส  สวยงามไปทุกอย่าง
 
ที่นี่คือโลกอีกใบ ที่นี่จะไม่มีใคร
แค่เธอกับฉัน ที่รู้ว่าโลกนี้เป็นยังไง
 
ขอขอบคุณ 25hours และคนข้าง ๆ เราทุกคน ^_^
บางตอนจากหนังสือ "คิดต่าง สร้างใหม่" เป็นการพูดคุยกันระหว่างพ่อกับลูก
 
อีกหนึ่งช่วงเวลาที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิต คือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ซึ่งมันก็มาพร้อมกับการสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ในช่วงที่ใกล้จะสมัครสอบ
ผมก็ยังตัดสินใจไม่ได้ซักทีว่าจะลงคณะไหน เรียนอะไร เย็นวันหนึ่งจึงเดินเข้าไปคุยกับพ่อ


ธรรม : พ่อครับ! ผมจะเลือกเรียนคณะไหนดี ให้มันจบออกมาแล้วมีงานที่ดีทำ

พ่อ : สิ่งที่ลูกจะเรียนนะ พ่อเลือกไว้ให้ตั้งแต่แรกแล้ว

ธรรม : อะไรเหรอพ่อ

พ่อ : สิ่งที่พ่อจะให้ธรรมเรียนก็คือสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่อยู่ในใจธรรมนั่นแหละ
ชอบอะไรก็เรียนอันนั้นไปเลยเพราะสิ่งที่
ลูกชอบกับสิ่งที่ลูกเรียนมันจะอยู่กับลูกไปตลอดชีวิต
ดังนั้นลูกคือคนตัดสินใจ พ่อว่านะ! จะเรียนอะไรก็ตามแต่

ไม่ต้องไปห่วงหรอกว่าจบมาแล้วจะมีงานแบบไหนให้เราทำ
เพราะว่ามัน “ไม่มีงานใดหรอกที่ต่ำ
ถ้าเราทำด้วยใจที่สูง”

ธรรม : ครับพ่อ! แต่แม่หรือญาติๆก็อยากให้ผมเรียนหมอกันทั้งนั้น ก็มันมีทั้งเงิน มีทั้งเกียรติ
สังคมไทยก็ยอมรับว่าเป็น
อาชีพอันดับหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ได้อยากเป็นเท่าไหร่หรอก เอาไงดีพ่อ!

พ่อ : งั้นพ่อขอถามอะไรเราซักข้อนะ ธรรมคิดว่าอะไรที่มันสำคัญที่สุดในโลกนี้
อากาศ, น้ำ, ดิน, มนุษย์, สัตว์
หรือธรรมคิดว่าอะไร

ธรรม : เอ่อ! อืม! ไม่รู้ซิพ่อ

พ่อ : น้ำหยดเล็กๆมันทำให้เกิดผืนป่า ป่าย่อยๆมันช่วยฟอกอากาศให้สดชื่น
อากาศเพียงน้อยนิดทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต ชีวิต
มนุษย์พักพิงอยู่บนผืนแผ่นดิน
หรือแม้แต่จุลินทรีย์ที่ดูไร้ค่ามันยังช่วยย่อยสลายสิ่งต่างๆให้เกิดสมดุล

พ่อเองก็ไม่รู้
เหมือนกันหรอกนะว่าสิ่งไหนมันสำคัญที่สุดในโลก
รู้แต่ว่าถ้าขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป โลกใบนี้มันก็จะไม่เป็นโลก
อีกต่อไป
แล้วมันจะมีอาชีพไหนไหมละลูกที่ดีที่สุดหรือสำคัญที่สุด
มันอยู่ที่ตัวเราจะมองจะตัดสินใจต่างหาก

อย่าตัดสินใจอะไรเพียงเพราะบรรทัดฐานของสังคมจนเกินไป

ธรรม : เข้าใจแล้วครับพ่อ

พ่อ : สิ่งที่ลูกต้องเรียนก็เรียนตามหัวใจตัวเองนั่นแหละ
ไม่ต้องห่วงหรอกว่าจบออกมาแล้วจะมาทำอะไร
เพราะไม่
ว่าจะทำอะไรขอแค่ทำให้มันสุดๆ
เพราะมันจะเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เวลาที่เราบอกใครไปว่า

“เราเก่งในสิ่งที่เราเป็น”
แม้ว่าหน้าที่นั้นมันจะเป็นเรื่องที่เล็กน้อยต้อยต่ำเพียงใดก็ตาม

และมีอีกสิ่งหนึ่งที่พ่อ
อยากจะบอกลูกมากคือ
อย่าไปดูถูกใครหรือดูถูกอาชีพใดๆ
เพียงเพราะเราคิดว่าเขา “โง่” หรือ
ต้อยต่ำ
ในโลกนี้ไม่เคยมีคนโง่ ทุกคนล้วนแต่เป็นคน “อัจฉริยะ” เพราะ
ถ้าเราไปตัดสินปลาโดยใช้ความสามารถในการปีนต้นไม้ ทั้งชีวิตมันก็จะคิดว่ามันโง่”

ธรรม : ขอบคุณครับพ่อ

วันนั้นหลังจากที่ผมคุยกับพ่อเสร็จ ผมก็ตัดสินใจได้ว่า
สิ่งที่ผมต้องการจะเรียนในมหาวิทยาลัยคือสิ่งใด

และมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้มันก็คือ
“ใจเราเป็นเช่นไร โลกเราก็จะเป็นเช่นนั้น
ถ้าใจเราแคบโลกของเรามันก็แคบ ถ้าใจเรากว้างโลกของเรามันก็กว้าง
และถ้าใจเราสว่างต่อให้โลกมืดซักแค่ไหนก็จะยังคงเห็นทางไปเสมอ”

อย่าไปดูถูกใคร อย่าไปดูถูกอาชีพใด
เพราะถ้าขาดใครไป โลกนี้มันก็คงไม่น่าอยู่อีกต่อไป


ในโลกนี้ไม่เคยมีคนที่ "ไร้ค่า"
มีเพียงแค่คนที่ "เห็น" หรือ "ไม่เห็น" คุณค่าในตนเอง

"ดินหนึ่งก้อนอาจมีค่ามากกว่าทองหนึ่งก้อน
เพราะอย่างน้อยต้นไม้ก็ไม่สามารถงอกเงยได้บนก้อนทอง"
 
บทความนี้คัดลอกมาจากหนังสือ อาจารย์ในร้านคุกกี้ โดยนิ้วกลม
 
ช่วงนี้ผมได้รับคำถามจากน้อง ๆ ที่รู้จักกันหลายคนในคำถามเดียวกันว่า
มีวิธีจัดการกับความล้มเหลวที่พุ่งเข้ามาเป็นชุดต่อเนื่องกันอย่างไรบ้าง
บางคนมีความฝันที่ชัดเจนมีความมุ่งมั่นเต็มที่
แต่เมื่อล้มเหลวหลายครั้งติดต่อกันก็ชวนให้ท้อใจ

ผมบอกน้องไปว่า ถ้าอยากชนะคงต้องยืนระยะ แล้วก็ลองหันไปมองดอกไม้
ต้นไม้บางชนิดนั้นไม่ได้มีดอกทุกฤดู ดอกไม้สวย ๆ ต้องรอเวลา รอดินฟ้าอากาศเป็นใจ
ไม่มีใครไปเร่งต้นไม่ให้ออกดอกได้ ไม่มีใครสามารถเร่งดอกไม้ให้ผลิบาน
ดอกไม้ทุกดอกล้วนรอกาลเวลาที่เหมาะสม แล้วมันจะเผยความงามออกมาให้เราชื่นชมเอง
ข้อแม้สำคัญคือต้นไม้ต้นนั้นต้องหยัดยืนต่อสู้กับสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายผ่านฤดูกาลต่าง ๆ ไปให้ได้
แล้ววันหนึ่งดอกไม้ก็จะบาน

 
เมื่อผมตอบมาถึงประโยคสุดท้าย ก็จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือชื่อเดียวกันนี้
"แล้ววันหนึ่งดอกไม้ก็บาน" ของสำนักพิมพ์มติชน จึงรีบไปหยิบมาพลิกดูอีกครั้ง
แล้วก็ได้พบบทเรียนจากอาจารย์ท่านหนึ่ง อาจารย์ของผมท่านนี้เป็นนักมวยครับ
อดีตแชมป์โลกชาวไทย- สมาน ส. จาตุรงค์
 

ก่อนชก
มวยคู่นี้เป็นมวยชิงแชมป์โลกไฟต์สำคัญ สมานต้องขึ้นชกกับฮุมเบอร์โต กอนซาเลส
ซึ่งเป็นสุดยอดมวยในรุุ่นหนึ่งร้อยห้าปอนด์
กอนซาเลสได้แชมป์โลกทั้งของไอบีเอฟและดับบลิวบีซีมาจากไมเคิล คาร์บาฮาล
สุดยอดมวยลีลาแพรวพราวอีกรายหนึ่ง
 
สามไฟต์ก่อนที่จะมาเจอกับสมาน เขาชนะน็อกมาสามครั้งรวด ตอนให้สัมภาษณ์ก่อนชก
เขาบอกกับนักข่าวว่า เอาให้เป็นสี่ครั้งเลยดีไหม เรียกได้ว่า ทั้งเก่ง ทั้งมั่นใจ
 
ยกที่หนึ่ง
สมานไม่ได้ชกที่เมืองไทย แต่ไปชกที่อเมริกา
กองเชียร์ห้าพันคนในสนามนั้นส่วนใหญ่เป็นเม็กซิกัน
แน่นอนว่าพวกเขาต้องเชียร์กอนซาเลส จะมีคนไทยบ้างก็เพียงหยิบมือเดียว
ยกแรกยังเป็นการดูเชิงกันทั้งสองฝ่าย
 
ยกที่สอง
กองเชียร์ถึงกับต้องฮือกันทั้งสนาม แล้วก็เงียบกริบ
เพราะสมานอัดกำปั้นขวาเข้ากลางลำตัวของกอนซาเลส
เล่นเอาลงไปนอนนับแปด แต่เขาก็ลุกขึ้นมาชกต่อได้แบบไม่บอบช้ำอะไรนัก
 
ยกที่สาม ยกที่สี่ ยกที่ห้า
พอโดนนับไปก่อน กอนซาเลสจึงเริ่มเดินเข้าใส่
เขามีชื่อเสียงเรื่องการรัวหมัดได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวอยู่แล้ว 
สมานถอยวนไปได้แค่ยกสาม แต่พอยกสี่ห้าก็หนีไม่ออก เมื่อหนีไม่ออกก็ต้องสู้
ยืนแลกกันแบบใครดีใครอยู่ ผลคือสมานไปก่อน
 
ยกห้าสมานโดนนับ เพราะโดนต่อยเข้ากลางลำตัวในจังหวะที่กำลังหายใจเข้า
เล่นเอาหายใจไม่ออก กอนซาเลสเห็นสมานออกอาการ
จึงเดินเข้ามารัวหมัดชุดราวกับพายุไล่ถลุงอย่างต่อเนื่อง

 
 
ยกที่หก
สมานโดนนับอีกครั้ง เขาเริ่มถอดใจ เพราะตอนที่บวกกันในยกห้านั้น
เขาตะบันหมัดเข้าเต็มหน้าเต็มปลายคางกอนซาเลส
แต่รายนั้นกลับไม่มีอาการใด ๆ เลยแม้แต่น้อย สภาพของสมานก็ย่ำแย่
ตาปูดจนปิดไปข้างหนึ่ง บวมเป่งจนมองไม่เห็น ทำให้เขากะระยะไม่ได้
จึงได้แต่ต่อยไปตามสัญชาตญาณ
 
ตอนปลายยกเขายังโดยหมัดชุดจากกอนซาเลสไปอีกชุดใหญ่
จริง ๆ แล้ว กรรมการสามารถจับแพ้ได้ แต่โชคดีที่เขาโต้กลับไปหนึ่งหมัด
เพราะรู้ว่าถ้าไม่สวนกลับออกไปเลยจะต้องถูกจับแพ้แน่นอน
ตอนนั้นตาขวาของสมานปิดเกือบสนิท ร่างกายส่วนอื่น ๆ ยังดีแต่ใจท้อเสียแล้ว
 
ตอนพักยกหก กรรมการเข้ามาที่มุม เดินไปบอกเจ้าของค่ายว่า
ดูแล้วสมานไม่มีทางชนะได้เลย ให้อีกยกเดียวนะ
ถ้ายกเจ็ดขึ้นมา แล้วถูกยำอีกชุดเขาจับแพ้แล้วนะ
 
สมานคิดในใจ ใจหนึ่งก็ท้อ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้ว่ามีคนรอดูเขาอยู่แพ้ไม่ได้
ถ้าแพ้แบบถูกจับให้แพ้ยิ่งไม่ได้ จะแพ้ก็แพ้น็อกมันไปเลยดีกว่า
 
เขาจึงตัดสินใจสู้ถวายหัว อีกสามนาทีเท่านั้น-เขาบอกกับตัวเอง
ไม่มีถอย ตายเป็นตาย แลกกันให้รู้ไปเลย
 
ยกที่เจ็ด
กอนซาเลสเองก็พยายามต่อยเอาใจแฟน เขาจึงไม่ถอยแย็บวนเก็บคะแนนไปเรื่อย ๆ
ทั้งคู่จึงอัดกันเต็มที่ และแล้วการกัดฟันสู้ของสมานก็เป็นผล
 
ในระหว่างที่กำลังอัดหมัดเข้าใส่กันนั้น
เขาสวนหมัดขวาเข้าโดนเต็มหน้าของกอนซาเลสจนทรุดลงไปกองเลือดเต็มหน้า !
 
กรรมการนับแปด
สมานเห็นว่าเป็นจังหวะได้เปรียบจึงอัดหมัดเข้าไปอีกเป็นชุด
เขารู้ดีว่าโอกาสเดียวที่จะชนะคือต้องน็อกให้ได้
 
สมานรัวหมัดใส่ไม่ยั้ง ขณะเดียวกันกอนซาเลสก็ใช้สัญชาตญาณที่เหลืออยู่
สวนหมัดกลับมาเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายสมานฮุกซ้ายใส่จนเซ แล้วใส่ขวาเต็ม ๆ ไปอีกหมัด
แล้วเรื่องเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น กรรมการจับกอนซาเลสแพ้ !

 
จากมวยที่ไม่เห็นทางชนะ โดยต่อยจนตาปิด เขาฮึดสู้ขึ้นมาจนได้เป็นแชมป์
สู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีจนนิตยสารเล่มหนึ่งของอเมริกายกให้ไฟต์นี้เป็น
หนึ่งในสุดยอดไฟต์แห่งทศวรรษ 1990
 
หลังจากได้อ่านเรื่องราวของสมาน ส. จาตุรงค์ ผมจึงได้คิดว่า
บางจังหวะในชีวิตที่เราโดนหมัดชุดซัดเข้าใส่จนต้องเซถลาหรือล้มลงกองอยู่กับผืนผ้าใบนั้น
มันอาจจะไม่ใช่ยกสุดท้ายของชีวิต ยังมียกต่อไปให้ลุกขึ้นสู้ อยู่ที่เรายังมีใจที่จะสู้อีกไหม
 
ในฤดูที่แห้งแล้ง หรือฝนตกหนักจนต้นหญ้าไม่ได้โงหัว
ต้นไม้ต้นนั้นจะยังยืนหยัดยืนระยะรอวันที่สดใสต่อไปหรือจะยอมแพ้เหี่ยวแห้ง
หรือเน่าแฉะจนต้องล้มตายไปโดยที่ยังไม่มีโอกาสได้ออกดอกสวยงามให้โลกเห็น
 
ดินฟ้าอากาศยังมีฤดูถัดไป บนสังเวียนต่อสู้ยังมียกหน้า
 
สมานบอกว่าเขารู้ดีว่าเวลาแห่งโอกาสของเขาเหลืออีกเพียงสามนาทีเท่านั้น
ในยกที่เจ็ดเขาจึงสู้ยิบตา แบบตายเป็นตาย เหมือนเป็นยกสุดท้ายของชีวิต
เป็นสามนาทีที่ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะถอดใจ แต่สมานเห็นว่าเขาจะต้องใช้มันให้คุ้มค่า
เวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดกับสภาพร่างกายที่สะบักสะบอม
แทนที่จะบั่นทอนกำลังใจ กลับทำให้เขาฮึดสู้สุดตัว
 
นี่เป็นข้อแตกต่างระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้
ผู้ชนะนั้นเหมือนสปริง ยิ่งแรงกดรุนแรงก็ยิ่งเด้งกลับขึ้นไปแรง
 
หลังชัยชนะในวันนั้น มันทำให้เขาเชื่อว่าไม่มีความสำเร็จใดที่ได้มาโดยไม่ต่อสู้
การต่อสู้กับอุปสรรคและความล้มเหลวนั้นเปรียบเสมือนขั้นบันไดที่ทอดตัวไปสู่ความสำเร็จ
และการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดคือการต่อสู้กับด้านที่อ่อนแอของจิตใจของเราเอง
บางครั้งเราไม่ยังไม่แพ้ แต่ใจกลับยอมแพ้ก่อนที่เวลาจะหมดลงเสียอีก
เมื่อใจยอมแพ้ แค่นั้นเราก็แพ้แล้ว

 
คำว่า "แพ้" นั้นไม่ควรหลุดออกมาจากปากของเรา และไม่ควรให้ใครมาจับเราแพ้
แต่เราน่าจะสู้อย่างถึงที่สุด สู้แบบลืมคำว่าแพ้
 
เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ไม่ยอมแพ้คือผู้ชนะ
 
คัดลอกจาก หนังสืออาจารย์ในร้านคุกกี้ โดยนิ้วกลม
ขอบคุณรูปภาพจาก ย้อนอดีต สมาน ส. จตุรงค์ และ
 
 
อ๊อฟ ปองศักดิ์ – ยิ่งมืดยิ่งเห็นดวงดาว
คำร้อง สีฟ้า
ทำนอง/เรียบเรียง อภิไชย เย็นพูนสุข

 

ไม่มีใครเกิดมามีพร้อม ชีวิตโรยด้วยกุหลาบ
ไม่มีใครที่มีชีวิตที่ดี ที่แสนงดงามอย่างนั้น
ไม่มีใครฝืนโชคชะตา หลีกปัญหาที่ฟ้ามีคำสั่ง
ในชีวิตต้องมีสักครั้ง ต้องเจอกับอุปสรรคนานา

แค่ลุกขึ้นมา ลืมตาเผชิญทุกเรื่องไป
ให้ปัญหาคือความท้าทาย ไม่มีอะไรไม่คลี่คลาย

ยิ่งมืดยิ่งเห็นดวงดาว ส่องสกาวที่บนฟากฟ้าไกล
ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งมองเห็นแสงดาวที่สดใส
เพิ่งจะได้รู้ บนฟ้ามืดดำ มีความงดงามซ่อนไว้
ที่แท้ความจริง ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวเท่านั้น

สิ่งที่ฉันได้เคยเรียนรู้เคยเสียน้ำตามากมาย
ต้องเจอะเจอกับสิ่งเลวร้ายเมื่อต้องเสียใจต้องผิดหวัง
สิ่งที่เจอแม้จะหนักหนาและมืดมัวไปเสียทุกทุกอย่าง
แค่บอกตัวเองแหงนมองบนฟ้าทางออกยังมีให้เรามากมาย

แค่ลุกขึ้นมา ลืมตาเผชิญทุกเรื่องไป
ให้ปัญหาคือความท้าทาย ไม่มีอะไรไม่คลี่คลาย

ยิ่งมืดยิ่งเห็นดวงดาว ส่องสกาวที่บนฟากฟ้าไกล
ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งมองเห็นแสงดาวที่สดใส
เพิ่งจะได้รู้ บนฟ้ามืดดำ มีความงดงามซ่อนไว้
ที่แท้ความจริง ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวเท่านั้น
ชีวิตไม่ได้มืดไปทุกอย่าง ยังมีทางออกเสมอ

วันนี้ผมได้มีโอกาสดูมิวสิควิดีโอตัวหนึ่ง ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่เกิดปัญหากับชีวิต
เค้าท้อแท้และหมดหวังกับสิ่งที่ตัวเองทำ เค้าค้นหาแรงบันดาลใจผ่านอินเทอร์เนต
จนพบกับเรื่องราวของคุณทนง โคตรชมภู
ขอบคุณคุณ สำหรับ mv ดี ๆ แบบนี้

หลังจากนั้น ผมจึงลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ คุณทนง โคตรชมภู
ก็เลยได้พบกับเรื่องราวของเค้าผ่านทาง blog ของคุณสายลมที่ผ่านมา
อ่านแล้วรู้สึกประทับใจและอยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ เหล่านี้
ลองอ่านกันดูนะครับ

หลาย ๆ คนเคยพูดว่า การที่คุณได้เกิดมามีอวัยวะครบ 32 ประการถือว่าเป็นเรืองโชคดีแล้ว
แต่จะโชคดีกว่านั้นหากคุณสามารถรักษามันไว้ได้ตราบจนมันหมดหน้าที่ของมันไป
พร้อมกับลมหายใจของคุณ และหากคุณไม่สามารถรักษามันไว้ได้หละ
มันก็ไม่ใช่อุปสรรค์ที่จะทำให้คุณมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ไม่ได้
จริงอยู่มันอาจจะยากกว่าเก่าสักหน่อย แต่มันก็ไม่อยากเกินไปสำหรับความตั้งใจ
ความพยายามที่จะใช้ชีวิตให้ได้เหมือนคนปกติ

เช่นชีวิตอของชายผู้นี้ “ทนง โคตรชมภู” ที่ธรรมชาติให้อวัยวะมาครบ 32
แต่กลับเอาคืนไปเร็วกว่าคนอื่น อายุ 12 ปี เริ่มมีอาการ อายุ 18 ปี ขาทั้งสองข้างหยุดทำงาน
อายุ 25 ปี แขนทั้งสองข้างจากไปอย่างถาวร ปัจจุบันร่างกายใช้งานได้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์

ในวัยเด็ก ‘ทนง’ มีชีวิตที่สวยงามร่างกายที่ครบสามสิบสอง เป็นนักเรียนกีฬาดีเด่น
ที่หมอดูเคยบอกว่า เขาจะเป็นคนที่ครอบครัวได้พึ่งพา โดยเฉพาะแม่ที่เขาจะดูแลไม่ให้ต้องลำบาก
หากแต่ความจริงไม่ได้ง่ายดายและสวยงามดังคำทำนาย
ในวันที่ธรรมชาติเอาคืนหากหัวใจของทนงไม่เข้มแข็งพอ
วันนี้คนไทยทั้งประเทศอาจไม่ได้รู้จัก “ทนง โคตรชมภู”

เชื่อว่า เรื่องราวของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับการต่อสู้ของทุกชีวิตบนโลกนี้
ให้ได้ตระหนักในศักดิ์ศรีและศักยภาพของความเป็นคน

ชายหนุ่ม มาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น พยักหน้าน้อย ๆ ต้อนรับผู้ไปเยือน
เขาไม่ได้ยะโส หรือถือตัว เกินกว่าที่จะยกมือขึ้นมารับไหว้
เพียงแต่ว่า 2 มือคู่นั้นปราศจากเรี่ยวแรงเกินกว่าที่จะยกขึ้นมาทำอะไรได้
ไม่ต่างกับเท้าเล็กลีบทั้ง 2 ข้าง ที่ไม่ถูกใช้งานมานานเกือบ 30 ปี แล้วเช่นกัน
น่าแปลกใจว่า ดวงตาของเขายังเปล่งประกาย
ไม่มีวีแววถดถอย หรือท้อแท้ใดๆ ปรากฏออกมาให้เห็นเลย

"ขอโทษที่มาช้า" เขาบอกเสียงแผ่วเบา

"ไม่ค่อยชินกับอากาศในกรุงเทพฯ เป็นหวัดนิดหน่อย คนบ้านนอกก็ยังงี้แหละ"
พูดจบก็หัวเราะ คนฟังหัวเราะตาม

เราเริ่มหัวข้อสนทนากับ ทนง โคตรชมภู ศิลปินผู้พิการทั้งมือและเท้า
ซึ่งต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา ว่าด้วยเรื่องของดินฟ้าอากาศ
และตามมาด้วยเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย

น่าแปลกใจว่าน้ำเสียงเขาแจ่มใส และคุยสนุก
ชายผู้นี้ยังเป็นเจ้าของผลงานทางศิลปะที่ทรงคุณค่า
เป็นที่ยอมรับของทุกผู้คนที่พบเห็น ยิ่งผู้คนเหล่านั้นได้รู้ถึงที่มาที่ไปว่า
ภาพทุกภาพบนผืนผ้าใบของเขาเป็นการวาดโดยใช้ปากคาบดินสอและพู่กัน
แทนการใช้มือแบบคนปกติทั่วไป ยิ่งเพิ่มความประทับใจในรูปภาพนั้นมากยิ่งขึ้น

"อาจารย์ใช้ชีวิตให้เป็นปกติและมีความสุขได้ยังไงเนี่ย" เธอถามแบบทึ่งๆ

เขายิ้มกลับมาเป็นปฐมคำตอบ ก่อนจะบอกว่า หลายๆ คนคิดว่า
เขาเอาศิลปะมาย้อมใจเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ภายใต้ร่างกายอันพิการนี้
แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย

"ผมชอบและผูกพันกับศิลปะมา ตั้งแต่ร่างกายแขนขายังเป็นปกติ
ตั้งแต่เรียน ป.๑ ครั้งที่เริ่มเรียนวิชาวาดรูป ได้รับคำชมจากครูว่าวาดรูปดี
แม้เป็นเพียงคำชมเล็กๆ แต่คำคำนั้นมันยิ่งใหญ่สำหรับเด็กบ้านนอกอย่างผมมาก"

จากคำชมของครูที่เหมือนน้ำทิพย์กระตุ้นความกระตือรือร้นให้ไฝ่รู้เรื่องศิลปะมากขึ้น
เป็นเหตุให้เด็กชายทนงในขณะนั้นมีฝีมือการวาดรูปก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
และครูก็จะคอยส่งเสริมโดยให้เขาเป็นลูกมือในการทำสื่อการสอนที่ต้องใช้รูปภาพเป็นส่วนประกอบเสมอ

วิบากกรรมวาระแรกเกิดขึ้นกับเขาตอนอายุ 12 ขวบ กำลังจะเรียนจบชั้น ป.6 เขาเล่าว่า
ตอนนั้นรู้สึกขาไม่มีแรงเอาเสียเลย จะก้าวไปไหนแต่ละย่างรู้สึกทรมานมาก ไปหาหมอ
หมอบอกว่าขาดสารอาหาร และแนะนำว่าต้องออกกำลังกายมากๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
แต่ตอนหลังเพิ่งจะรู้ว่าคนป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อสลายตัวแบบเขาต้องพักผ่อนเยอะๆ
และห้ามออกแรง

อาจารย์ทนง บอกว่า ครั้งหนึ่งไม่มีใครอยู่บ้าน เขาพยายามเดินเพื่อจะออกกำลังตามที่หมอแนะนำ
แต่ก็ไม่ได้ผลเดินแล้วล้ม เดินแล้วก็ล้ม

"รู้เลยว่าก้าวย่างที่หลังบ้านในตอนนั้นเป็นการก้าวย่างสุดท้ายของผมเอง"
เขาบอกเสียงแผ่วเบาลง

เมื่อเดินไม่ได้ เด็กชายทนงก็ไม่สามารถไปโรงเรียนได้เหมือนเด็กทั่วไป
แต่แม้จะหยุดอยู่บ้านเขาก็ไม่เคยละเลยที่จะฝึกฝนเรื่องการวาดภาพ
และเรียนหนังสือด้วยตัวเองที่บ้าน
ซึ่งถือเป็นโชคดีของเขาเป็นที่สุดที่ทั้งพ่อแม่ น้องชายและน้องสาวของเขา
ตลอดจนครูศิลปะที่โรงเรียนชุมชนบ้านถ่อน ช่วยเป็นกำลังใจ
และสนับสนุนให้การเรียนรู้ และเรื่องการวาดรูปอย่างเต็มที่

"ตอนนั้นครูที่โรงเรียนก็ยังมาขอให้ช่วยวาดรูปเพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนให้เด็กรุ่นน้อง
มีค่าตอบแทนให้ด้วย เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับผม
รายได้จากตรงนี้สามารถช่วยจุนเจือครอบครัวยากจนของเราด้วย"

เขามองออกไปนอกอาคาร แล้วบอกว่า
เหนือกำลังใจอื่นใดที่มีกับชีวิตเล็กๆในช่วงเวลานั้น ไม่อาจเทียบเท่าสิ่งที่ผู้เป็นแม่ของเขามีให้ได้
เพราะแม่เป็นผู้หญิงคนเดียวที่สนับสนุนเขาไม่เคยขาดในเรื่องการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะ

"ครอบครัวเรายากจนก็จริง แต่เรื่องกำลังใจเราไม่เคยขาดแคลนที่จะมีให้กันและกัน
วันหนึ่งแม่ผมออกไปหาเห็ดในป่าเขาเห็นเห็ดดอกหนึ่งขึ้นบนโคนไม้
แทนที่จะเก็บมาเฉพาะเห็ด กลับแบกไม้นั้นมาทั้งท่อนซึ่งหนักมาก
กลับมาถึงบ้านเอามาให้ผมแล้วบอกว่า มันสวย
อยากให้ผมวาดรูปดอกเห็ดที่ขึ้นบนโคนไม้โคนนี้
ผมฟังแล้วอึ้งมาก ตั้งใจวาดภาพนั้นมากที่สุดในชีวิต
ขณะที่วาดคิดอยู่เสมอว่ามีสายตาของแม่มองอยู่ด้วยความชื่นชมและให้กำลังใจ"
เขาบอกน้ำรื้นดวงตา

เหมือนเคราะห์ซ้ำ เพราะอีกไม่นานหลังจากนั้น แขนที่เคยมีแรงวาดรูปเริ่มมีอาการเดียวกับขา
คือไม่มีเรี่ยวแรง จะหยิบจะจับอะไรแต่ละครั้งต้องใช้กำลังมหาศาล และเหนื่อยแทบขาดใจ
ไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นโรคเดิม
นั่นหมายความว่าเขาจะกลายเป็นคนพิการเต็มรูปแบบทั้งแขนและขาใช้การไม่ได้
ช่วยเหลืออะไรตัวเองไม่ได้เลย

แล้วรู้สึกว่าต้องสู้อีกครั้งได้ยังไงตอนนั้น คู่สนทนา กลั้นใจถามเบาๆ
"ผมก็ซึมอยู่หลายวัน รู้สึกว่าประตูชีวิตถูกปิดตาย ทั้งๆ ที่ผมยังมีชีวิตอยู่" เขาสารภาพ

"แต่เหมือนชะตาลิขิต เพราะค่ำวันหนึ่งผมเผอิญนึกได้ว่าเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
เป็นหนังสือที่รวบรวมเอาความมหัศจรรย์ของโลกเอาไว้
มีเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่พิการเหมือนผม แต่เขาพยายามวาดรูปโดยใช้ปาก"

เขาบอกว่า วินาทีนั้นเขาลองก้มลงคาบพู่กันแล้วพยายามขีดเส้นไปมาดู
แต่รู้สึกว่าต้องเกร็งและใช้พลังที่กล้ามเนื้อปากอย่างมหาศาล
คิดว่ายังไงก็ไม่มีทางทำได้เหมือนผู้ชายที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้นแน่นอน

"รู้สึกท้ออย่างมาก แต่ก็นึกถึงแววตาของแม่แล้วทำให้ผมมีแรงอึดขึ้นมาทุกครั้ง
คืนนั้นทั้งคืนพยายามหาวิธีอยู่ว่าทำอย่างไรให้เอาปากคาบพู่กันวาดรูปให้ได้
กระทั่งลองเอาลิ้นดุนด้ามพู่กันให้ไปอยู่ในตำแหน่งตรงกับฟันกราม
แล้วลองพยักหน้าขึ้นลงเพื่อลากเส้น ปรากฏว่าใช้แรงน้อยลงมาก
ไม่ต้องเกร็งปากและขากรรไกรมากด้วย ลองฝึกไปฝึกมา
แล้วก็ดีใจว่า ถึงแขนและขาจะไม่มีแรง แต่ยังไงก็วาดรูปได้แน่นอน"

อาจารย์ทนงยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะเล่าถึงวินาทีชีวิต
ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคครั้งหนักหนาที่สุดในชีวิตให้ได้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
รุ่งขึ้นจากวันนั้นได้บอกกับทุกคนในบ้านว่า ถึงแม้แขนขาจะใช้การไม่ได้อีกต่อไป
แต่จะใช้ปากวาดรูปให้ได้ ตอนแรกทุกคนคิดว่าเขาผิดหวังท้อแท้กับชีวิตมากจนสติแตกไปแล้ว
แต่เมื่อเขาพยายามคาบดินสอมาลากเส้นไปมาพอเป็นรูปเป็นร่างให้ดู ก็อึ้งไปตามๆ กัน

"แม่ร้องไห้ เพราะดีใจที่ผมตัดสินใจที่จะสู้ หลังจากนั้นเขาหายไปพักหนึ่ง
แล้วกลับมาพร้อมกับไม้ไผ่เหลามาเกลี้ยงเกลา
แล้วเอาพู่กันผูก เป็นไม้ด้ามยาวๆ ให้ผมคาบ
เพื่อให้วาดรูปได้สะดวกขึ้น ผมลองเอาพู่กันที่แม่ประดิษฐ์ให้มาคาบไว้ในปากแล้ววาด
วาด วาด รสหวานจากไม้ไผ่สดๆ กำซาบสู่สิ้น
เหมือนรสความเป็นห่วงความรักที่แม่มีต่อผม
วินาทีนั้นผมคิดว่า ต่อให้อุปสรรคมากแค่ไหน เพื่อแม่ผมจะผ่านมันไปให้ได้"


แล้วทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่เขาตั้งใจ เพราะนับจากวันนั้น
เด็กชายทนงผู้ง่อยเปลี้ยเสียมือและขา
กลายเป็นจิตกรที่ใช้ปากวาดรูปที่ได้รับการยอมรับเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับการอุทิศตัวเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกผู้คน โดยเฉพาะคนพิการ

"ชีวิตตอนนี้ของผม มีแม่ มีน้องและหลานๆ คอยดูแล
พวกเราพยายามทำอะไรให้เป็นเวลา ทำพร้อมกัน เช่น กินข้าว
ถ้าวันนี้ไปไหนกับหลาน หลานกินคำ ผมกินคำ สลับกัน
พวกเราปรับตัวร่วมกันมานานพอสมควร
แต่อะไรที่ทำได้ หรือพอจะอดทนได้ไม่รบกวนกันมากเกินไป
ผมก็พยายามที่จะทนและทำเอง"

ชายหนุ่ม บอกว่า คนพิการหลายคนที่เขาไปพบ ช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่าเขามาก
แต่คนเหล่านั้นขาดแรงใจ การพูดคุยของเขากับคนเหล่านั้นอาจจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง
แต่เรื่องการดูแลกันเองของคนในครอบครัวสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

 

เขาเจอประสบการณ์นี้มากับตัวเอง เข้าใจมันดี
ก้าวสุดท้ายที่ขาย่างลงไปบนพื้นไม่ใช่จุดสิ้นสุดแห่งความก้าวหน้าของชีวิตเสมอไป
มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความก้าวหน้าในอนาคตก็ได้

หากท่านสนใจเรื่องราวในชีวิตจริงของ "ทนง โครตชมพภู"
จากชายผู้มานะพลิกวิกฤตในชีวิตของตนเองจนเป็นโอกาสอย่างละเอียด
ท่านสามารถหาอ่านได้จากหนังสือ ชีวประวัติของเขา
"ชีวิตทนง “อหังการ์ของหัวใจ ที่ร่างกายไม่อาจกักขัง  ได้ตามร้านหนังสือทั่วไป
หวังว่าท่านจะมีสุขใจและภาคภูมิที่ได้เกิดมาครบ 32 ประการและยังคงรักษามันไว้ได้

ขอบคุณ คุณbarcelouis สำหรับ mv และขอบคุณ คุณสายลมที่ผ่านมา สำหรับบทความ
และที่ขาดไม่ได้ ขอขอบคุณคุณทนง โคตรชมภูครับ

ตอนนี้มีอยู่ ๒ คำ คำหนึ่ง คือ คว่ำบาตร จากเด็กมัธยมต้น โทรศัพท์มาถาม
โดยบอกมาว่าได้ยินตลอดเวลา รู้ความหมายว่า หมายถึง ไม่เอาด้วย ไม่ร่วมด้วย
แต่ไม่รู้ว่าสำนวนนี้มีที่มาอย่างไร จึงเรียกว่า 'คว่ำบาตร'
บาตร นั้น หมายถึง บาตรพระสงฆ์ใช่ไหม

         

คว่ำบาตร ค้นคว้าจากหนังสือหลายเล่ม จึงพบจากหนังสือเกร็ดภาษา
หนังสือไทย ของ อาจารย์โสมทัต เทเวศร์ ท่านว่า
'บาตร' นั้น เป็นที่รู้กันว่าเป็นหนึ่งในอัฐบริขาร
(เครื่องใช้แปดอย่างของพระภิกษุ ที่พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธบัญญัติไว้)
         
เมื่อพระภิกษุออกบิณฑบาต ประคองบาตรเดินไปยังเคหสถานของผู้ใด
ก็หมายความว่ามาบิณฑบาต ท่านจะหยุดประคองบาตรเอาไว้
และเปิดฝาบาตรรับอาหารที่เจ้าของบ้านนำมาตักบาตร
โดยไม่ต้องพูดจา เป็นธรรมสืบมาแต่สมัยพระพุทธองค์
         
ส่วนเรื่อง คว่ำบาตร นั้น อาจารย์โสมทัต เทเวศร์ ท่านเล่าตำนานเอาไว้
(ขออนุญาตท่านตัดตอนมาลงโดยละเอียด) ดังนี้
         
"การคว่ำบาตรนั้น เป็นการคว่ำจริงๆในเมืองไทยเรายังไม่เคยได้ยินว่าได้ทำการคว่ำบาตรจริงๆที่ไหน
เคยทราบแต่ว่าได้มีขึ้นในลังกาครั้งหนึ่ง ตามเรื่องว่า

มีกษัตริย์ลังกาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระยาทาโฐปดิษย์ที่ ๒
หรือเรียกตามพระนามเดิมว่า หัตถทาฐกุมาร
พระราชาพระองค์นี้จะทรงสร้างวิหารลงในที่แห่งหนึ่ง
แต่พระเถระเจ้าทั้งหลายไม่เห็นพ้องด้วย ห้ามว่าสีมานี้ไม่ควรมี
แต่พระองค์ก็ไม่ทรงเชื่อฟัง ได้ทำไปตามความพอพระทัยของพระองค์
พระเถระเจ้าทั้งหลายทราบเรื่องว่า พระราชาไม่เชื่อฟังพระสงฆ์ที่ทักท้วง
ก็พากันลงทัณฑกรรมสวดคว่ำบาตรพระราชา
         
การที่พระราชาถูกสวดคว่ำบาตรนั้น
เป็นไปตามพระบาลีที่มีมาในพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงตั้งเป็นพุทธอาญาไว้
มีความว่า อสัทโธ โย อุปาสิโก อุบาสกใดผู้ไม่เลื่อมใสศรัทธา
มิได้เชื่อฟังคำพระวินัยแลได้เพียรพยายามจะให้ภิกขุเสื่อมทรามจากลาภสักการะทั้งปวง
ปากกล้าสาบาน ด่าทอต่อตีสงฆ์องค์เจ้า ก็ต้องในบทว่า ปัตจานิกุชชนัง ตัสสกัตตัพพัง
คือให้สงฆ์พึงกระทำการคว่ำบาตรแก่อุบาสกนั้น
          
ครั้นว่า อุบาสก อุบาสิกา ที่ถูกสวดคว่ำบาตร รู้สำนึกโทษและได้มาขอขมาโทษต่อพระสงฆ์แล้ว
จึงให้ภิกษุถือบาตรหลายไปอย่างบิณฑบาต
แล้วไปยืนอยู่ที่ประตูบ้านของอุบาสกอุบาสิกาที่ถูกคว่ำบาตรนั้น
เป็นการแสดงว่า สงฆ์ได้ยกโทษให้แล้ว"
          
คว่ำบาตร จึงมาจากธรรมเนียมทางฝ่ายสงฆ์ หมายถึงไม่สมาคมด้วย
ต่อมาทางฆราวาสโดยเฉพาะวงการการเมืองและธุรกิจ
จึงนำมาใช้บ้างจนเป็นสำนวนที่แพร่หลายทั่วไป

ต่อมาเป็นคำที่เด็กมัธยมถามมานานแล้ว แต่ยังหาโอกาสเหมาะตอบไม่ได้
คือคำว่า 'หัวลำโพง' ถามว่า 'หัวลำโพง' หมายความว่ากระไร

          

คำว่า หัวลำโพงนี้ คงตอบอย่างที่ศัพท์ปัจจุบันเขาว่า 'ฟันธง' ลงไปเลยไม่ได้
          
เพราะคำตอบหนึ่งเป็นคำตอบอย่างสันนิษฐาน โดยอ้างคำบอกเล่าจากคนสมัยก่อนโน้น
อีกคำตอบหนึ่งอ้างตามพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง
         
ว่าตามคำบอกเล่าที่อ้างกันว่าเป็นคำบอกเล่าจากคนสมัยรัชกาลที่ ๕ ก่อน
ท่านว่า สมัยรัชกาลที่ ๕ เรียกแถบนี้ว่า 'ทุ่งวัวลำพอง'
ต่อมามีรถลาก เจ๊กลากรถแกพูดไม่ชัด กลายเป็น 'ฮั่วน่ำโพ้ง'
คนไทยยุคหลังเห็นว่าน่าจะเป็นคำไทยว่า 'หัวลำโพง' ก็เลยเป็นหัวลำโพงมาจนทุกวันนี้
         
ทีนี้ ผู้เล่าได้ไปอ่านพบพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ ๕ องค์หนึ่ง เป็นพระราชหัตถเลขา
พระราชทานไปยังเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
เมื่อยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์
เจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓

พระราชหัตถเลขานี้ทรงแสดงถึงความห่วงใยว่า
สถานที่ที่เคยเรียกกันอย่างไทยๆจนพลอยเรียกชื่อเพี้ยนตามอย่างฝรั่งไปเสียหมดตอนหนึ่งว่า
"เช่น หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยเราพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง
นี่เป็นเรื่องที่ควรจะฟาดเคราะห์จริงๆ"

ผู้เล่าลองค้นดูเอกสารต่างๆถึงเรื่องหัวลำโพงและวัวลำพอง
ปรากฏว่า พบในพระราชหัตถเลขา พระราชทานกรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล
เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ เรื่องเพลิงไหม้บ้านเรือนนายเอี่ยม ว่า
"บ้านเรือนนายเอี่ยม ซึ่งตั้งอยู่ริมวัดวัวลำพอง"

แต่พระราชหัตถเลขา เรื่องเดียวกัน พระราชทานลงไปเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘
ทรงเรียกตำบลที่วัดวัวลำพองตั้งอยู่ว่า 'ตำบลหัวลำโพง' ดังนี้
        
"ด้วยได้รับหนังสือมีมาที่กรมขุนสมมตอมรพันธ์ ลงวันที่ ๑๓ เดือนนี้ ส่งร่างประกาศ
ห้ามการปลูกเรือนโรงกำบังด้วยไม้ขัดแตะ หรือแผงในที่เพลิงไหม้ ตำบลหัวลำโพง
มาขออนุญาตออกประกาศนั้น ทราบแล้ว อนุญาต"
         
แสดงว่า ในรัชกาลที่ ๕ นั้น
เรียกวัดที่ตำบลหัวลำโพงว่า วัดวัวลำพอง
แต่เรียกตำบลว่าตำบลหัวลำโพง
        
เมื่อเป็นดังนี้ ผู้เล่าจึงใคร่ขอสันนิษฐานเองว่า
ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อขุดคลองผดุงกรุงเกษม
พื้นที่ฟากเหนือคลองผดุงใต้ป้อมผลาญไพรีราบ คงเรียกกันว่า หัวลำโพง
อาจเป็น หัวทุ่ง หัวนาที่มีต้นลำโพงขึ้นอยู่มาก
(ทำนองเดียวกับวัดตะเคียน ซึ่งเดิมมีทุ่งตะเคียนเป็นที่พักเกวียน)

ทีนี้ ในรัชกาลที่ ๔ โปรดฯให้ขุดคลอง ใต้ป้อมผลาญไพรีราบ
จากคลองผดุงฯ ออกไปบรรจบกับคลองพระโขนง
โกยดินขึ้นมาทำถนนเรียกว่าถนนตรง
(คือถนนพระราม ๔ ปัจจุบันนี้ พวกจีนที่อยู่มาก่อนคงจะเรียกแถบนี้ว่า 'ฮั่วน่ำโพ้ง'
แต่พวกฝรั่งที่เพิ่งไปๆมาๆ (ตามพระราชหัตถเลขา) คงเรียกตามสำเนียงฝรั่งว่า ฮั่วลำพอง
หรืออะไรๆที่คล้ายกับ 'วัวลำพอง'
วัดเก่าที่มีอยู่ไม่เคยมีชื่อเป็นเรื่องเป็นราวเลยพลอยเป็นวัดวัวลำพองไปด้วย
          
ก็เป็นอันว่า แล้วแต่ผู้ใดจะเชื่อ
เชื่อว่า เดิมชื่อ วัวลำพอง แล้วเจ๊กเรียกเพี้ยนเป็น ฮั่วน่ำโพ้ง ไทยเลยเรียก หัวลำโพง
หรือ เดิมชื่อ หัวลำโพง อยู่แล้ว ฝรั่งเรียกเพี้ยนเป็นวัวลำพอง
ไทยพลอยหาว่าชื่อหัวลำโพง มาจากเจ๊กเรียก ฮั่วน่ำโพ้ง
แล้วแต่จะพิจารณากันเอง
 
ที่มา บทความเรื่อง "คว่ำบาตร" และ "หัวลำโพง" สำนวนนี้มีที่มาอย่างไร
โดย  จุลลดา ภักดีภูมินทร์ หนังสือสารคดี
ฉบับที่ 2687 ปีที่  52 ประจำวัน  อังคาร ที่  18 เมษายน  2549

คัดลอกมาจาก
"คว่ำบาตร" และ "หัวลำโพง" สำนวนนี้มีที่มาอย่างไร
รูปภาพ wikipedia
 

Related links


Version 1 จากราชบัณฑิตยสถาน

"แพะรับบาป" เป็นสำนวนที่พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
ให้บทนิยามว่า "คนที่รับเคราะห์กรรมแทนผู้อื่นที่ทำกรรมนั้น"
ปัจจุบันคนที่เป็น "แพะรับบาป" บางทีก็เรียกกันสั้น ๆ ว่าเป็น "แพะ" 

สำนวน "แพะรับบาป" ชวนให้สงสัยว่า เหตุใดจึงต้องเป็น "แพะ" ที่รับบาป  
พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล ฉบับราชบัณฑิตยสถาน มีข้อมูลที่ช่วยไขข้อข้องใจได้ดังนี้

แพะรับบาป มาจากภาษาอังกฤษว่า scapegoat  ในศาสนายิว
ที่มาของคำนี้ปรากฏในคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม
ซึ่งเป็นคัมภีร์ของชาวอิสราเอลที่มีภูมิหลังเป็นผู้เลี้ยงแพะหรือแกะเป็นอาชีพ 

แพะรับบาปเป็นพิธีปฏิบัติในวันลบบาปประจำปีของชาวอิสราเอล
ซึ่งเริ่มด้วยการที่ปุโรหิตถวายวัวเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของตนเองและครอบครัว
เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ปุโรหิตจะนำแพะ ๒ ตัวไปถวายพระเป็นเจ้าที่ประตูเต็นท์นัดพบ
และจะเป็นผู้จับสลากเลือกแพะ ๒ ตัวนั้น 

สลากใบที่ ๑ หากตกแก่แพะตัวใด แพะตัวนั้นจะถูกฆ่าและถวายพระเป็นเจ้า
เป็นเครื่องบูชาเพื่อไถ่บาปของประชาชน เรียกว่า "แพะไถ่บาป" 

ส่วนสลากใบที่ ๒ หากตกแก่แพะตัวใด แพะตัวนั้นจะถูกนำไปถวายพระเป็นเจ้าทั้งยังมีชีวิตอยู่
แล้วใช้ทำพิธีลบบาปของประชาชนโดยยกบาปให้ตกที่แพะตัวนั้น
เสร็จแล้วก็จะปล่อยแพะตัวนั้นให้นำบาปเข้าไปในป่าลึกจนทั้งแพะและบาปไม่สามารถกลับมาอีก 
แพะที่ถูกจับโดยสลากใบที่ ๒ นี้ เรียกว่า "แพะรับบาป" 

ส่วน "แพะรับบาป" ในศาสนาฮินดู มีผู้สันนิษฐานว่า
ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชายัญได้ออกจากร่างมนุษย์ไปสู่ร่างม้า
เมื่อฆ่าม้า ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชายัญก็ออกจากตัวม้าไปสู่ร่างโค
เมื่อฆ่าโคก็ไปสู่ร่างแกะ และจากแกะไปสู่แพะ 
ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชายัญคงจะอยู่ในตัวแพะนานที่สุด
ดังนั้นแพะจึงกลายเป็นสัตว์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้ฆ่าบูชายัญ
ซึ่งเป็นที่มาอีกอย่างหนึ่งของคำว่า "แพะรับบาป"

คำว่า scapegoat  บางตำราให้ข้อมูลว่ามาจาก escape+goat แปลว่า แพะที่หนีไป

ที่มา ราชบัณฑิตยสถาน 

Version 2 จากรายการ VRZO

ธรรมชาติของแพะนั้นเวลาที่มันตกใจ ข้อต่อของมันจะล็อค และวิ่งต่อไปไม่ได้
ดังนั้นฝรั่งที่เลี้ยงฝูงแกะ จึงนำแพะมาปะปนอยู่กับฝูงแกะ
เมื่อหมาป่าจะเข้ามากินแกะ หมาป่าจะได้กินแพะแทน เพราะแกะมีราคาสูงกว่า
จึงเป็นที่มาของสำนวน แพะรับบาป 

ที่มา รายการ VRZO



ช่วงนาทีที่ 3.45

Related links

เรื่องราวความรักเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อ 50 กว่าปีก่อน
โดยช่างตัดผมหนึ่งซึ่งมีฐานะยากจนคนหนึ่ง
กับหญิงสาวที่มีอายุอ่อนกว่ากัน 5 ปีแต่ได้ชื่อว่า เป็นสาวงามประจำหมู่บ้าน

หลังจากที่คนทั้งคู่คบหาดูใจกันได้สักระยะหนึ่ง จนมั่นใจในความรักที่ทั้งคู่มีให้กับกัน
ชายหนุ่มก็ได้เอ่ยปากขอหญิงสาวที่เค้ารักแต่งงาน
เป็นงานแต่งงานที่ไม่มีพิธีกรรมใหญ่โตอะไร ไม่มีเงินสินสอดทองหมั้นจำนวนมหาศาล
มีแต่เพียงคำมั่นสัญญาที่ชายหนุ่มนั้นได้มอบไว้ให้กับหญิงสาว

ว่าจะครองรัก ดูแลกันตลอดไป ทั้งในยามทุกข์และในยามสุข
จวบจนกระทั่งวันสุดท้ายในชีวิตของคนทั้งคู่นั้นเดินทางมาถึง

เวลาผ่านมา 50 ปี ชายหนุ่มและหญิงสาวนั้นครองรักกันจนแก่เถ้า
ความรักที่คนทั้งคู่มีให้กับกันตลอดกว่า 50 ปีที่ผ่านมาคงสามารถบอกได้ว่า
สม่ำเสมอและมีมากพอ จนทำให้ชีวิตบั้นปลายของคนทั้งคู่นั้น เรียกได้ว่า
เป็นชีวิตบั้นปลายของคู่รักคู่หนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยความสุขและคู่รักอีกหลาย ๆ คู่นั้นถวิลหา

แต่แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
คุณยายทองล้มป่วยลงด้วยอาการเป็นอัมพาตตลอดทั้งตัว
ไม่สามารถขยับเขยื้อนหรือว่าช่วยเหลือตัวเองได้แม้แต่น้อย
ไม่แม้กระทั้งจะเปล่งเสียงพูดคุยกับตาลอบ
ชายอันเป็นที่รักดั่งที่เธอเคยทำมาตลอดชั่วชีวิต

แม้ว่าบั้นปลายชีวิตคู่อันแสนสุขจะถูกพรากจากไป
และแทนที่ด้วยบั้นปลายชีวิตคู่อันแสนเศร้า
จากความทุกข์ทรมานของหญิงอันเป็นที่รัก
แต่คำมั่นสัญญา ทุกคำ ทุกตัวอักษรที่ตาลอบนั้นเคยมอบไว้ให้
กับยายทองก็ยังไม่มีคำใดนั้นเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย

ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ยายทองล้มป่วย
แทบจะทุกนาทีของชีวิตของตาลอบได้มอบให้กับ
การเฝ้าประคบประหงมดูแลคุณยายทองอย่างใกล้ชิด
ไม่ว่าจะเป็นในยามหลับหรือว่าในยามตื่น

"ตาสัญญาไว้ว่าจะ ดูแลยายไปจนกว่าถึงชีวิตของตา ถึงตายโน่นแหละ"

สิ่งใดที่ทำให้ชายคนหนึ่งยังสามารถดำรงรักษารักแท้
รักษาคำมั่นสัญญาที่มอบไว้ให้กับหญิงอันเป็นที่รัก
ได้อย่างมั่นคงและสม่ำเสมอมาจนถึงทุกวันนี้

แท้ที่จริงแล้วนี่คือ
บั้นปลายในชีวิตรักที่เป็น "โศกนาฎกรรม" หรือว่า "สุขนาฎกรรม"
นี่คือชีวิตคู่ที่เป็น "คู่บุญ" หรือว่า "คู่กรรม"
ไม่ว่านิยามความรักในหัวใจของคุณจะเป็นอย่างไร
ไม่ว่าศรัทธาในความรักจะยังคงหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่
ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นรักใครสักคน หรือว่า กำลังจะเริ่มต้นเลิกรักใครสักคน
 
เรื่องราวความรักของหญิงชราและชายชราคู่นี่
คงช่วยสร้างแรงสั่นสะเทือนในหัวใจของคุณได้ไม่มากก็น้อย

ติดตามเรื่องราวตำนานความรักอันยิ่งใหญ่แห่งเมืองเชียงคานนี้ได้ ในคนค้นคน ครับ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอขอบคุณ รายการคนค้นคน และ
ผมเพิ่งได้มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ รู้สึกได้ข้อคิดและความประทับใจมากมาย
จึงอยากส่งต่อสิ่งดีดีเหล่านี้ให้ทุกคนครับ
 
ใครยังไม่ได้ชมลองเข้าไปชมได้ตามลิงค์นี้ครับ
ขอบคุณคุณ ladyEdnaMode สำหรับวิดีโอดีดีเช่นนี้ครับ
 
ประโยคเตือนใจ
  • จงจำเอาไว้ว่า สิ่งที่เราต้องเสียสละคือชีวิตเท่านั้น ไม่ใช่น้ำตา
  • A:ฝึกคนนี่มันช่างยากเข็ญเหมือนกันนะ ท่านครู
    B:ทำสิ่งที่ยากแสนยากให้สำเร็จ อาศัยอะไรมึงรู้ไหม ไอ้แสง
    A:อาศัยอะไรขอรับ
    B:อาศัยคาถาเพียงแค่สี่คำ
    A:คาถาอะไรขอครับ
    B:ร่วมแรงร่วมใจ
    A:โฮ นึกว่าคาถา แล้วถ้าใช้แล้วมันเกิดไม่สำเร็จละ
    B:อาศัยคาถาอีกสองคำ
    C:คาถาอะไรขอรับ
    B:แลกชีวิต
  • ความห่วงใยแผ่นดินปลุกให้กูลุกขึ้นมาทุกวัน
    มีความหวังว่าความคิดของกูคงไม่โดดเดี่ยว
    แล้วกูก็มีความหวังว่า
    ความห่วงใยบ้านเกิดจะปลุกให้ทุกคนตื่นขึ้นมาพร้อมกัน
  • ชีวิตกูจบแล้ว
    แต่ประเทศชาติ...ต้องไม่จบ
  • ประวัติศาสตร์ของชาติ
    มักถูกเขียนไว้ด้วยเลือดของวีรชน
    ขุนรองปลัดชูและกองอาสาจากวิเศษชัยชาญ 400 คน
    คือต้นธารแห่งจิตวิญญาณที่เสียสละของชาวบ้านธรรมดา
    ผู้มีสิทธิ์รักและหวงแหนแผ่นดิน
    ได้เท่าชนชั้นปกครอง
    แต่น่าเสียดายนัก
    ที่พงศาวดารบันทึกเรื่องราวของพวกท่าน
    ไว้เพียงแค่ 2 บรรทัด
  • เพลง คนดีไม่มีวันตาย

    แม้ไม่มีใครรู้แต่เรารู้ รู้ว่าเรานั้นทำเพื่อใคร
    ไม่ว่าวันพรุ่งนี้มันจะเป็นเช่นไร ก็จะไม่เสียใจกับสิ่งที่่เราได้ทำ
    ฟ้าและดินไม่เห็นไม่เป็นไร ไม่ได้หวังให้ใครจดจำ
    แม้ยากเย็นแค่ไหน ไม่เคยบ่นสักคำ ไม่มีใครจดจำ แต่เราก็ยังภูมิใจ

    จะปิดทองหลังองค์พระปฎิมา จะยอมรับโชคชะตาไม่ว่าดีร้าย
    ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ถึงเวลาก็ต้องไป เหลือไว้แต่คุณงามความดี
    ขอเทิดทูนศักดิ์ศรียิ่งสิ่งใดแม้แต่ลมหายใจก็ยอมพลี
    โลกยังไม่สิ้นหวัง ถ้ายังมั่นในความดี ศรัทธาไม่เคยหน่ายหนี
    คนดีไม่มีวันตาย คนดีไม่มีวันตาย

ขอบคุณทุก ๆ ฝ่าย ทุก ๆ คนที่ทำให้เกิดหนังดี ๆ เช่นนี้
ที่ขาดไม่ได้ ขอกราบแทบเท้าวีรชนผู้กล้า ที่ทำให้กระผมมีแผ่นดินอาศัยอยู่จนทุกวันนี้